
ไปเที่ยวกันเถอะ
“รื่นเริงทัศนาจร พักผ่อนเพื่อหย่อนใจ พร้อมกันท่องเที่ยวไป จิตแจ่มใสหัวใจเบิกบาน
“รื่นเริงทัศนาจร พักผ่อนเพื่อหย่อนใจ พร้อมกันท่องเที่ยวไป จิตแจ่มใสหัวใจเบิกบาน
ร่วมกันทัศนาจร พักผ่อนวันหยุดงาน ทุกคนสุขสำราญ ชีวิตชื่นบานยืนยาว”
ได้ยินเพลงนี้ทีไร ก็ทำให้นึกถึงภาพการนั่งรถเที่ยวชมทิวทัศน์ธรรมชาติตลอดสองข้างทาง บรรยากาศในรถเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความเอร็ดอร่อยที่เกิดจากการทานของขบเคี้ยวอย่างสนุกปากระหว่างเดินทางไปถึงจุดหมาย เป็นช่วงเวลาที่ได้มีโอกาสพักผ่อนทั้งกายและใจหลังจากที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน ถือเป็นความโชคดีของชาวจีนที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่มีภูมิประเทศอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นป่าเขาลำเนาไพร ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ ทุ่งหญ้าอันเขียวขจี ธารน้ำตกที่ยาวดุจแพรไหม และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้มีทางเลือกให้กับการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ตามรสนิยมการท่องเที่ยวของแต่ละบุคคล
เมื่อพูดถึงการท่องเที่ยว ก็มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางแบบส่วนตัว การเดินทางแบบหมู่คณะ การทัศนศึกษา เป็นต้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบการเดินทางเป็นหมู่คณะที่มีบริษัททัวร์ดูแลตลอดการเดินทาง มีตารางเวลาท่องเที่ยวที่กำหนดไว้ชัดเจน มีการจองอาหารและที่พักไว้ให้พร้อมสรรพเสียมากกว่า แต่ใช่ว่าการเดินทางในลักษณะเช่นนี้จะโดนใจคนทุกเพศทุกวัย เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเดินทางรูปแบบใหม่สำหรับคนจีนอย่างการขับรถเที่ยวด้วยตัวเองกำลังมาแรงและได้รับความนิยมอย่างมาก
การท่องเที่ยวด้วยการขับรถเที่ยว หรือเรียกกันในภาษาจีนว่า “จื้อเจี้ยอิ๋ว” อาจเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันดีในหมู่ชาวตะวันตก แต่สำหรับสังคมจีนแล้วถือว่าเป็นอะไรที่ยังใหม่อยู่มาก เพราะมีความเป็นมาเพียง 20 กว่าปีเท่านั้น ในระหว่างนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ โดยในช่วงแรกเริ่มนั้น ผู้คนมักเลือกขับรถเที่ยวชมทัศนียภาพตามแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่รอบๆ เมือง ซึ่งใช้เวลาไปกลับภายในวันเดียว ทว่านับแต่ปี ค.ศ. 2001 เป็นต้นมา การขับรถเที่ยวเริ่มกลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นการรวมกลุ่มกันขับรถเที่ยวและชมรมคนรักรถในสังคมจีน คนกลุ่มนี้ถือว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อการเดินทางท่องเที่ยวด้วยวิธีดังกล่าวในปัจจุบัน
หลังจากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี ค.ศ. 2008 การท่องเที่ยวรูปแบบดังกล่าวก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีทีท่าว่าจะได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขับรถไปเที่ยวตามเขตทัศนียภาพต่างๆ มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 40 หรือมากกว่าร้อยละ 60 ด้วยซ้ำในเขตทัศนียภาพบางแห่ง ยอดจองกรุ๊ปทัวร์ช่วงวันหยุดเทศกาลยาวๆ ของบริษัทบางแห่งแทนที่จะขยับตัวเพิ่มสูงขึ้น กลับมีแนวโน้มว่าจะลดลง หากปล่อยให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นโดยไม่ทำอะไร ก็เท่ากับตัดโอกาสทางธุรกิจลงเรื่อยๆ ทำเอาบริษัทการท่องเที่ยวหลายแห่งต้องเฟ้นหากลเม็ดจูงใจลูกค้าเป็นการใหญ่ ในจำนวนนี้มีการงัดกลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการดัดแปลงรูปแบบการท่องเที่ยวด้วยการขับรถเป็นหมู่คณะที่มีตัวแทนบริษัททัวร์คอยให้บริการตลอดการเดินทางมาใช้ ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า และเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจ
การขับรถเที่ยวในหมู่ชาวจีนเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว คุณภาพชีวิตของประชากรได้รับการยกระดับขึ้น มีการตัดถนนหนทางครอบคลุมทุกพื้นที่ ทางด่วนหลายสายเพิ่มจำนวนขึ้นเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าและการเดินทาง ปัจจุบันระยะทางถนนหนทางมากกว่า 4 ล้านกิโลเมตร ในจำนวนนี้เป็นทางด่วนราว 8.5 หมื่นกิโลเมตร มากเป็นอันดับ 2 ของโลก ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้คนเมืองที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่รักอิสระ ชอบความท้าทาย และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ต่างเลือกท่องเที่ยวด้วยรูปแบบดังกล่าว
ผลการสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 93.15 ของกลุ่มตัวอย่างเคยมีประสบการณ์ในการขับรถท่องเที่ยว ลักษณะร่วมกันของคนกลุ่มนี้คือการเลือกเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวละแวกใกล้ๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และขับรถท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวราวสัปดาห์ อย่างเช่น ในช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือวันชาติ กว่าร้อยละ 80 เลือกเดินทางราว 2-3 วัน ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นจะเดินทางมากกว่า 4 วันขึ้นไป มักเดินทางเป็นกลุ่มคณะ ในรายที่มีประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างช่ำชอง มักค่อยๆ ขยายเส้นทางการเดินทางให้ไกลออกไปในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น และมักเดินทางไปท่องเที่ยวตามแหล่งทัศนียภาพที่มีความแปลกใหม่และท้าทาย
แน่นอนว่าการเติบโตของการขับรถเที่ยวย่อมกระตุ้นให้ธุรกิจหลายแขนงเติบโตมากขึ้นในเวลาเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น นิตยสารขับรถท่องเที่ยวด้วยตัวเอง เว็บไซต์ท่องเที่ยวด้วยตัวเอง อุปกรณ์สำหรับการท่องเที่ยว รวมถึงบริการรถช่วยเหลือฉุกเฉิน บริการด้านการประกันชีวิต เป็นต้น ซึ่งรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
ยิ่งในปีนี้วันหยุดเทศกาลไหว้พระจันทร์กับวันชาติจีนนานติดต่อกันถึง 8 วัน ประกอบกับรัฐบาลประกาศนโยบายยกเลิกการเก็บค่าทางด่วน ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อยหากต้องขับรถไปเที่ยวต่างเมือง ช่วยลดต้นทุนลงได้มากถึง 30-40% หรือเข้าใจง่ายๆ ว่าการเดินทางไปกลับในระยะทางพันกิโลเมตร จะลดค่าผ่านทางลงถึงเกือบพันหยวน (ราว 5,000 บาท) ทำให้มีการคาดการณ์ว่าจำนวนคนที่ขับรถท่องเที่ยวจะพุ่งสูงขึ้น
ส่วนคนที่ไม่ได้ซื้อรถ ก็ใช่จะไม่มีโอกาสกับเขา เพราะมีบริษัทเช่ารถที่กิจการดีวันดีคืนคอยให้บริการ แน่นอนว่าราคาเช่ารถที่มีความต้องการสูง ย่อมส่งผลให้ราคาเช่ารถเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และมีระยะเวลาในการเช่าสั้นลง แต่ก็ยังได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากหลายคนมองว่าคุ้มค่ากว่าการเดินทางด้วยยานพาหนะชนิดอื่นๆ ทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการเดินทางและมีความเป็นส่วนตัวสูง
ในขณะที่การท่องเที่ยวด้วยการขับรถกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เกิดปัญหาตามมาหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น การแย่งกันจองที่พัก ที่จอดรถ ร้านอาหารและสภาพการเบียดเสียดกันของนักท่องเที่ยวตามเขตทัศนียภาพแห่งต่างๆ ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวอย่างมาก นี่ยังไม่รวมถึงสภาพการจราจรที่ติดขัดบนทางด่วน รถจอดนานหลายชั่วโมง เพราะต่างแย่งกันใช้ทางด่วนฟรี ซ้ำยังมีอุบัติเหตุบนทางด่วนเกิดขึ้นหลายแห่ง ทำให้รัฐบาลต้องทบทวนถึงมาตรการยกเลิกการเก็บค่าผ่านทางในช่วงเทศกาลหยุดยาวว่ามีผลดีผลเสียมากน้อยเพียงใด
แม้ว่าการขับรถเที่ยวจะมีข้อดีด้วยกันหลายประการ แต่สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักถึงก็คือ การศึกษาเส้นทางเดินทางอย่างละเอียด และเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางให้ดี เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางในลักษณะดังกล่าวมักเกิดขึ้นจากความเลินเล่อ สร้างความสูญเสียทางทรัพย์สินและชีวิต ด้วยเหตุนี้ ขอให้ทุกคนคิดไว้เสมอว่า “การท่องเที่ยวอย่างมีสติย่อมนำพาความสุขมาสู่เราทุกคน!







