posttoday
เตือนศก.โลกซึมยาว 10 ปี วิกฤตยุโรปไม่จบ งบดุลมะกันโคม่า

เตือนศก.โลกซึมยาว 10 ปี วิกฤตยุโรปไม่จบ งบดุลมะกันโคม่า

05 ตุลาคม 2555

นักเศรษฐศาสตร์ไอเอ็มเอฟเตือนวิกฤตเศรษฐกิจโลกอาจกินเวลานาน 10 ปี ย้ำยุโรปต้องรวมตัวด้านการคลัง สหรัฐต้องลดขาดดุล

นักเศรษฐศาสตร์ไอเอ็มเอฟเตือนวิกฤตเศรษฐกิจโลกอาจกินเวลานาน 10 ปี ย้ำยุโรปต้องรวมตัวด้านการคลัง สหรัฐต้องลดขาดดุล

โอลิวิเยร์ บลองชาร์ด หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกโรงเตือนว่า วิกฤตเศรษฐกิจโลกซึ่งเริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี 2551 ในสหรัฐต่อเนื่องมายังวิกฤตหนี้ยุโรปนั้น จะกินเวลานานไปถึง 10 ปี โดยที่วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปที่ส่อเค้าทวีความรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐที่เรื้อรังมากขึ้นเรื่อยๆ

“แม้จะยังไม่ถึงขั้นเป็นทศวรรษที่หายไป แต่คาดว่าอาจใช้เวลานานถึง 10 ปี กว่าที่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้อีกครั้ง” บลองชาร์ด กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ข่าวธุรกิจของฮังการี พร้อมย้ำชัดว่า ยุโรปซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตหนี้ครั้งรุนแรง จำเป็นต้องเดินหน้าไปสู่การรวมตัวด้านการคลังและการเมืองเพื่อความอยู่รอดของสกุลเงินยูโร

“ยุโรปจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะหากประเทศหนึ่งประสบวิกฤต ประเทศอื่นๆ จำเป็นต้องยื่นมือช่วยเหลือเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม”

ในส่วนของเยอรมนีนั้น หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ มองว่า มีบทบาทสำคัญมากในการแก้วิกฤต โดยรัฐบาลเมืองเบียร์จำเป็นต้องยอมรับอัตราเงินเฟ้อในระดับที่สูงกว่า 2% ซึ่งถือเป็นนโยบายที่เยอรมนีคัดค้านมาโดยตลอด ควบคู่ไปกับกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ

เตือนศก.โลกซึมยาว 10 ปี วิกฤตยุโรปไม่จบ งบดุลมะกันโคม่า

 

นอกจากนี้ แม้การตัดลดหนี้จะเป็นเรื่องที่สำคัญ ทว่านโยบายรัดเข็มขัดควรเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อไม่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ความเห็นของบลองชาร์ดสอดคล้องกับความเห็นของ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ซึ่งล่าสุดได้เรียกร้องให้ยุโรปเร่งแก้วิกฤตหนี้

นอกเหนือจากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกส่อซึมยาว 1 ทศวรรษ คือ ปัญหาสถานะทางการคลังของสหรัฐ ทว่าบลองชาร์ดแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลเมืองลุงแซมจะสามารถแก้ปัญหาได้เมื่อถึงเวลา สวนทางกับกรณีของญี่ปุ่น ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษกว่าจะแก้ปัญหาหนี้ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของจีนนั้น ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าจะไม่เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง (ฮาร์ดแลนดิง) อย่างที่หลายฝ่ายคาดคิด แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวก็ตาม

ทั้งนี้ วิกฤตหนี้ยุโรปส่อเค้าทวีความรุนแรงมากขึ้น ล่าสุดไซปรัสประกาศขอเงินช่วยเหลือฉุกเฉินจากยุโรปมูลค่า 1.1 หมื่นล้านยูโร (ราว 4.4 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 62% ของจีดีพีของประเทศ เพื่อเพิ่มทุนภาคธนาคารและชำระหนี้ ส่งผลให้กลายเป็นชาติที่ 5 ในภูมิภาคที่ต้องขอความช่วยเหลือ

ทว่า ในเบื้องต้นนั้น ประธานาธิบดี ดิมิทริส คริสโตฟีอัส ของไซปรัส ยืนกรานว่า จะไม่ดำเนินการโอนกิจการรัฐเป็นของเอกชน ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ยุโรปตั้งไว้เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลืออย่างเด็ดขาด

วันเดียวกัน ทางด้าน ยานนิส สตูร์นาราส รัฐมนตรีคลังกรีซ คาดว่ากรีซจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับเจ้าหน้าที่คณะผู้ตรวจสอบจากยุโรป (ทรอยกา) ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากไอเอ็มเอฟ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ในวันที่ 8 ต.ค.นี้ เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลืองวดถัดไป มูลค่า 3.15 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.26 ล้านล้านบาท) หลังรัฐบาลกรุงเอเธนส์เสนอมาตรการรัดเข็มขัดฉบับใหม่สำหรับปี 2556 มูลค่า 7,800 ล้านยูโร (ราว 3.12 แสนล้านบาท)

ขณะที่ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายของอีซีบี มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.75% ในระหว่างการประชุมวันที่ 4 ต.ค. เช่นเดียวกับธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5%

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท