
รอมนีย์ชนะโอบามาดีเบตชิงผู้นำยกแรก
ดีเบตชิงผู้นำสหรัฐยกแรก รอมนีย์ คว้าชัยเหนือ โอบามา ขาดลอย กูรู ชี้ รอมนีย์ ชัดเจนกว่าเยอะ
ดีเบตชิงผู้นำสหรัฐยกแรก รอมนีย์ คว้าชัยเหนือ โอบามา ขาดลอย กูรู ชี้ รอมนีย์ ชัดเจนกว่าเยอะ
บรรดานักวิเคราะห์ ตลอดจนทั้งสื่อมวลชนในสหรัฐต่างยกให้ มิตต์ รอมนีย์ ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากรีพับลิกันเป็นฝ่ายมีชัยเหนือประธานาธิบดี บารัก โอบามา ในการดีเบตยกแรกเมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมา ที่รัฐโคโลราโด ซึ่งเป็นการดีเบตที่ดุเดือดในประเด็นภายในประเทศทั้งเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ นโยบายภาษี และระบบประกันสุขภาพ
ซีเอ็นเอ็นเปิดเผยผลสำรวจจากมุมมองของผู้ชม พบว่า รอมนีย์ มีคะแนนนำ โอบามา อย่างขาดลอยที่ 67% ต่อ 25% ขณะที่ผลสำรวจของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส ระบุว่า ในสายตาของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกฝ่ายไหน ให้คะแนน รอมนีย์ เป็นผู้ชนะ โอบามา ด้วยคะแนน 2 ต่อ 1
“รอมนีย์ คือผู้ชนะในครั้งนี้และพูดอย่างดุดันกว่าโอบามามาก โดยเฉพาะการโจมตีข้อมูลและตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ล้มเหลวในสมัยโอบามา” เทอรี มาดอนนา ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการเมืองและนโยบายสาธารณะแห่งมหาวิทยาลัยแฟรงค์คลินแอนด์มาร์แชล กล่าว
ในขณะที่เนื้อหาการแถลงนโยบายของ 2 ผู้สมัครทั้งสองต่างมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศไปกันคนละแนวทางอย่างชัดเจน แต่ทว่ายังคงให้ความเคารพซึ่งกันและกัน อีกทั้งทางโอบามาได้กล่าวบอกรัก มิเชล โอบามา ภรรยาในโอกาสครบรอบ 20 ปีของวันแต่งงานอีกด้วย
โอบามา มุ่งเน้นไปในเรื่องของการกระตุ้นรายจ่ายผ่านทางงบด้านการศึกษา การสาธารณสุข และได้โจมตีนโยบายการลดภาษีของ รอมนีย์ ว่าจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้มากถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากภาษีส่วนใหญ่มาจากคนรวย และจะทำให้ชนชั้นกลางแบกรับภาระมากขึ้น
ขณะที่ รอมนีย์ กล่าวว่า นโยบายการลดภาษีไม่ได้ลดภาษีแบบใหญ่โต และจะไม่เป็นการลดรายได้ของภาครัฐลงแน่นอน เนื่องจากจะทำให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น และจ่ายภาษีกลับไปยังรัฐได้มากขึ้น
รอมนีย์ ได้โจมตีโอบามาว่า การ บริหารงานที่มุ่งเน้นการกระตุ้นรายจ่ายทำให้ยอดหนี้สาธารณะในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งล่าสุดนั้นหนี้สาธารณะพุ่งไปถึง 16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในเดือน ก.ย.
นอกจากนี้ ผู้ท้าชิงจากรีพับลิกัน กล่าวว่าการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะควรจะต้องสร้างการบริหารงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพควบคู่ไปด้วย และตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งเจ้าตัวจะไม่ใช้นโยบายขึ้นภาษีอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ทั้งสองจะขึ้นเวทีดีเบตกันอีก 2 ครั้ง ในวันที่ 16 ต.ค. ที่รัฐนิวยอร์ก จะเป็นการตอบคำถามจากผู้เข้าฟังในเรื่องภายในประเทศ และนโยบายต่างประเทศ และครั้งที่ 3 ในวันที่ 22 ต.ค. ที่รัฐฟลอริดา โดยจะเป็นเรื่องนโยบายต่างประเทศ







