
อีก40ปีคนชราทะลุโลก2พันล้านคน
โลกเพิ่งได้ฉลองประชากรคนที่ 7,000 ล้านไปหมาดๆ ในปีนี้ บนความตื่นเต้นดีใจว่าคนรุ่นลูกรุ่นหลานของเราจะได้เติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของโลกรุ่นต่อไป
โลกเพิ่งได้ฉลองประชากรคนที่ 7,000 ล้านไปหมาดๆ ในปีนี้ บนความตื่นเต้นดีใจว่าคนรุ่นลูกรุ่นหลานของเราจะได้เติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของโลกรุ่นต่อไป
แต่เราอาจยังไม่ตระหนักว่าคนรุ่นเราเองนั้นก็ต้องขยับขึ้นไปเป็นกลุ่ม “ผู้สูงอายุ” ที่อาจต้องระเห็จไปอยู่บ้านพักคนชราเข้าสักวัน
ภายในปี 2050 หรืออีกแค่ 38 ปีข้างหน้า ประชากรผู้สูงวัยในทุกทวีปทั่วโลกจะพุ่งขึ้นแตะ 2,000 ล้านคน หรือคำนวณง่ายๆ ในสัดส่วน 1 ต่อ 5 ของประชากรโลกเลยทีเดียว
เฉพาะปัจจุบันนี้ที่ประชากรทั่วโลกพุ่งไปถึงหลัก 7,000 ล้านคน ก็มีคนชราอายุ 60 ปีขึ้นไป ปาเข้าไปถึง 893 ล้านคน หรือ 12.8% แล้ว โดยมีการคำนวณว่าภายในช่วง 10 ปีนี้ จะมีผู้สูงอายุทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 200 ล้านคน และทำให้ประชากรวัยผมสีดอกเลาพุ่งขึ้นทะลุหลักพันล้านคน ซึ่งทำให้ทั่วโลกต้องเร่งออกมาตรการด้านสวัสดิการและการรักษาพยาบาลออกมารองรับโดยเร็ว
ประเทศญี่ปุ่นนับเป็นตัวอย่างชั้นดีของสังคมผู้สูงอายุ โดยปัจจุบันประชากรถึง 1 ใน 4 ล้วนเป็นผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปแล้วทั้งสิ้น และสัดส่วนก็จะขยับขึ้นไปถึง 40% ในอีก 50 ปีข้างหน้านี้
กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอฟพีเอ) จึงได้ออกโรงเตือนให้ทั่วโลกเร่งออกนโยบายรับมือผู้สูงอายุล้นประเทศแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มโลกกำลังพัฒนาที่อาจเจอภาวะช็อก เมื่อประชากรวัยทำงานครึ่งค่อนประเทศกลับต้องกลายเป็นคนชราโดยไม่ทันรู้ตัว ซึ่งเป็นที่คาดว่าภายในปี 20-50 คนชราถึงราว 80% จากผู้สูงอายุทั่วโลก จะอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
นอกเหนือจากญี่ปุ่นแล้ว จีนซึ่งปัจจุบันมีประชากรไปกว่า 3,000 ล้านคน ก็นับเป็นพี่ใหญ่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องรับมือกับโครงข่ายผู้สูงอายุมากที่สุด
ขณะเดียวกัน รายงานยังย้ำด้วยว่า “ผู้หญิง” จะเป็นกลุ่มที่มีปัญหามากกว่าเมื่อย่างเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากมีข้อจำกัดในด้านอายุการทำงาน ปัญหาด้านสุขภาพ และปัญหาเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัย แม้ว่าในภาพรวมแล้วผู้หญิงจะมีอายุยืนยาวกว่าผู้ชายนักก็ตาม
สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลก็คือ หากไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือสังคมผู้สูงอายุที่ดีพอ กลุ่มคนชราอาจถูกละเลยทั้งในระดับครอบครัวและระดับชาติ ทั้งที่ในอดีตพวกท่านล้วนเคยเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติและขับเคลื่อนประเทศมาแล้วทั้งสิ้น
ไม่ต้องดูอื่นไกลไป อีกไม่ถึง 40 ปีท่านผู้อ่านทั้งหลายก็คงได้อยู่ร่วมสังคมเดียวกันที่ว่านี้แล้ว







