posttoday
เรียนรู้เข้าใจเพื่อบ้านถักทอสัมพันธ์สร้างอาเซียนแกร่ง

เรียนรู้เข้าใจเพื่อบ้านถักทอสัมพันธ์สร้างอาเซียนแกร่ง

30 กันยายน 2555

แม้ 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะกำลังนับถอยหลังเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

แม้ 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะกำลังนับถอยหลังเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 อย่างใจจดใจจ่อ ไม่เว้นแม้กระทั่งประชาชนชาวไทย ทว่าข้อเท็จจริงหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือความเข้าใจในความเป็นประชาคมอาเซียนที่สมบูรณ์มากนัก

เนื่องจากการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความร่วมมือที่มากกว่าเฉพาะด้านเศรษฐกิจการค้า การเคลื่อนย้ายทุน สินค้า และแรงงานมีฝีมือบางอาชีพเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึงความร่วมมือและการสัมพันธ์กันในด้านการเมือง ความมั่นคง รวมถึงสังคมและวัฒนธรรม อีกด้วย

ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นเพื่อการเตรียมพร้อมในการเป็น “ชาวอาเซียน” อย่างแท้จริงต่อจากนี้คือ การเรียนรู้และทำความเข้าใจความแตกต่างในทุกมิติของสมาชิกแต่ละประเทศที่จะเข้ามาอยู่ใต้ชายคาอาเซียนเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีพรมแดนติดกันและมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างยาวนาน

พูดให้เจาะจงมากขึ้นก็คือ ประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งมีประเด็นความอ่อนไหวหลายประการที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย

ไทย-ลาว อื่นไกล ใช่เพื่อนที่เท่าเทียมกัน

เรียนรู้เข้าใจเพื่อบ้านถักทอสัมพันธ์สร้างอาเซียนแกร่ง

 

ศุภชัย สิงห์ยะบุศย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านลาว คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวในงานเสวนา “บ้านใกล้เรือนเคียง : รู้เขาเพื่อก้าวข้ามอดีต” เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า แม้ประเทศไทยและประเทศลาวจะมีความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ตลอดจนพื้นฐานทางภาษาที่ใกล้เคียงกันจนแทบจะฟังกันรู้เรื่องทุกคำ แต่ความใกล้ชิดดังกล่าวอาจกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดที่อาจก่อความบาดหมางและเข้าใจผิดระหว่างกันได้ง่ายดาย

เพราะไทยมักทำความเข้าใจลาวตามแง่มุมของไทย ไม่ใช่ลาวในแบบที่เป็นลาวอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่เข้าใจถึงความละเอียดอ่อนทางภาษาและวัฒนธรรม ขณะที่บรรดาสื่อมวลชนและคนไทยมักจะพลาดบ่อย จนทำให้คนลาวรู้สึกไม่สบายใจอยู่เสมอ

ตัวอย่างเช่น การเรียกชื่อคน สถานที่ หรือสิ่งของของชาวลาว ที่แตกต่างจากภาษาไทย และคนไทยมักจะเห็นเป็นเรื่องขำขัน ขณะที่คนลาวมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม

“คนไทยที่เดินทางไปดูงานที่ประเทศลาวมักจะหัวเราะหรือแสดงอาการขบขัน เมื่อได้ยินว่าลาวเรียกห้องผ่าตัดว่า ห้องปาด ห้องคลอดว่าห้องประสูติ หรือกระดาษชำระว่า เยื่ออนามัย” ศุภชัย กล่าว

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศลาวยังได้ยกอีกหนึ่งตัวอย่าง เรื่องการใช้คำนำหน้า โดยเฉพาะคำว่า ท้าว กับ นาง กับบุคคลทุกระดับในสังคม โดยไม่รู้จักแบ่งแยกระดับสำคัญอย่างถูกต้อง เพราะคำทั้งสองใช้นำหน้าชื่อจริง แต่จะใช้เฉพาะกับสามัญชนเท่านั้น หากเป็นผู้นำประเทศ ข้าราชการ หรือบุคคลระดับสูง นักธุรกิจ และเจ้าของกิจการ จะต้องใช้คำนำหน้าว่า ท่าน และ ท่านนาง สำหรับผู้หญิง

“เช่น ท่านจูมมาลี ไซยะสอน ประธานประเทศลาวคนปัจจุบัน หรือท่านนายกรัฐมนตรี ทองสิง ทำมะวง เป็นต้น ไม่ใช่ใช้คำว่า ท้าว นำหน้าอย่างที่เข้าใจผิดกัน” ศุภชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ศุภชัย รีบชี้แจงเพิ่มเติมว่า ภาพรวมของไทยในสายตาของลาวยังคงดีอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และในหมู่ข้าราชการ ซึ่งยังนิยมให้ความสนใจเรียนรู้จากไทย เพราะลาวกำลังต้องการเรียนรู้เพื่อก้าวสู่ความทันสมัย ขณะที่ยังมีคนลาวอีกจำนวนมากที่รับชมสื่อต่างๆ จากทางฝั่งไทย อาทิ ละคร เพลง ภาพยนตร์ ดังนั้นคนไทยจึงต้องเข้าใจและระมัดระวังถึงความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมให้ดี

เพราะการทำความเข้าใจในแบบที่ลาวเป็นลาวนั้น จะเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยเปิดโอกาสในการดำเนินธุรกิจของไทยในลาวมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของแฟรนไชส์และธุรกิจภาคบริการต่างๆ ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจและต้องการของคนลาวและคนต่างชาติในลาวมาก เนื่องจากผู้ดำเนินธุรกิจดังกล่าวขณะนี้ยังมีอยู่น้อยมาก

ไทย-กัมพูชา สัมพันธภาพที่ต้องสื่อสาร

ขณะที่ ศานติ ภักดีคำ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกัมพูชา จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แสดงความเห็นสอดคล้องกับ ศุภชัย ว่า แม้ไทยจะมีพรมแดนติดกับกัมพูชา ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ติดชายแดนของกัมพูชา โดยเฉพาะแถบอีสานใต้ จะสามารถพูดคุย สื่อสาร และมีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก แต่ประเด็นดังกล่าวย่อมไม่ใช่การรับประกันว่าจะสนับสนุนให้ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา เกิดขึ้นได้ง่าย ขณะที่ในทางกลับกันจะกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่คอยทิ่มแทงใจอยู่ตลอด

เพราะคนไทยมักเอาความเข้าใจกัมพูชาหรือชาวเขมรที่อยู่ฝั่งไทย ไปเข้าใจคนเขมรจากฝั่งเขมร บ่อยครั้งจนทำให้เกิดการสื่อสารและความเข้าใจแบบผิดๆ กระทั่งนำไปสู่ความขุ่นเคืองต่อกัน

“ฉะนั้นไทยจึงจำเป็นต้องเข้าใจเขมรในแบบเขมรจริงๆ” ศานติ กล่าว

นอกจากนี้ ด้วยความที่ทั้งสองประเทศมีประวัติศาสตร์และความเป็นมาร่วมกันนับพันปี เริ่มตั้งแต่ยุคก่อนสุโขทัย จึงทำให้ทั้งไทยกับกัมพูชามีเรื่องราวและความสัมพันธ์กันทั้งในด้านดีและร้าย

แต่อย่างไรก็ตาม ในแง่ความสัมพันธ์ก็ไม่ได้มีแต่ด้านลบเพียงด้านเดียว เนื่องจากยังมีแง่มุมอื่นๆ ที่ดีให้จดจำอีกมาก

ศานติ ให้คำแนะนำว่า สิ่งที่คนไทยพึงระวังและควรรู้ไว้ก็คือ อย่าคิดว่าชาวกัมพูชาฟังภาษาไทยไม่เข้าใจและไม่รู้ว่าไทยเป็นเช่นไร จนทำให้มักเผลอไผลไปพูดจาดูหมิ่นดูแคลนกัมพูชาในขณะเดินทางท่องเที่ยวและก่อปัญหาในที่สุด

“คนกัมพูชาเข้าใจคนไทย ขณะที่หลายคนนิยมบริโภคสื่อไทยมาก จนสามารถฟังและเข้าใจภาษาไทยได้ดี ดังนั้นสื่อไทยจึงยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังต่อความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมที่อาจจะเป็นการไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกันได้” ศานติ ชี้แจง

ทั้งนี้ ศานติ แสดงความเห็นว่า จุดอ่อนของคนไทยคือการไม่ให้ความเคารพวัฒนธรรมผู้อื่นเท่าที่ควร แถมไม่พยายามเรียนรู้ความหลากหลายของความเป็นพหุสังคม จนส่งผลให้เห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นในสังคมว่าเป็นเรื่องตลก ขำขัน

ไทย-พม่า ข้ามบาดแผลถักทอมิตรภาพ

ด้าน วิรัช นิยมธรรม ผู้อำนวยการศูนย์พม่าศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวในงานเสวนาเดียวกัน ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าในมุมของชาวไทยจะรู้จักดีในแง่ของการสู้รบออกศึกเป็นส่วนมาก ส่งผลให้คนไทยมองพม่าในแง่ที่ไม่ค่อยดีนัก ทั้งๆ ที่พม่าเป็นโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยไม่น้อย เนื่องจากคนพม่าชอบและติดสินค้าไทยมาก โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่เคยเข้ามาทำงานในประเทศไทยมาก่อน

ยิ่งไปกว่านั้น คนไทยส่วนใหญ่ยังยึดติดกับ “กับดักชาตินิยม” ดังกล่าว ตัวอย่างเช่น การฝังใจว่าพม่าปล้นเงินทองและทรัพย์สินสมัยเสียกรุงศรีอยุธยา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างไทยพม่า ตั้งแต่อดีตมีหลากหลายแง่มุม

“คนไทยควรจะรู้จักก้าวข้ามบาดแผลบางอย่างไป เพราะในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ไม่ได้มีแค่มิติของเวลาเท่านั้น แต่ยังมีมิติในแบบภาคพื้น ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์และความผูกพันที่เกิดขึ้นจริงระหว่างคนในท้องที่ โดยเฉพาะตามบริเวณแนวชายแดนที่มีความหลากหลายทางสังคมมาก” วิรัช เสนอแนะพร้อมอธิบาย จุดนี้นับเป็นจุดอ่อนของไทยมาก เพราะไทยเข้าใจสังคมแบบเป็นหนึ่งเดียวมากเกินไป ไม่เข้าใจถึงความหลากหลายทางสังคม โดยเฉพาะการเหมารวมว่าพม่าคือพม่า โดยไม่รับรู้หรือมองข้ามในข้อเท็จจริงว่าพม่ามีชาติพันธุ์ที่หลากหลายมาก เช่น มอญ กะเหรี่ยง ว้า

ไทยเวียดนาม เรียนรู้เพื่อเดินไปพร้อมกัน

ในส่วนของ ธัญญาทิพย์ ศรีพนา ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนามและอินโดจีน จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยอมรับว่า แม้ไทยจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามเวียดนาม จนชาวเวียดนามไม่ใคร่จะถูกชะตากับไทยสักเท่าไรนัก แต่ชาวเวียดนามก็ไม่ได้ฝังใจว่าไทยเป็นศัตรูคู่แค้นมากเท่ากับสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ ธัญญาทิพย์ กล่าวอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ไทยสมควรเรียนรู้จากเวียดนามไม่ใช่การจดจำระลึกถึงประวัติศาสตร์อันบอบช้ำ แต่เป็นการก้าวข้ามบาดแผลและความหลังในอดีตเพื่อการสร้างพื้นฐานสังคมและวัฒนธรรมที่ดีร่วมกัน พร้อมด้วยความเข้าใจกันในอนาคต

“เช่น การที่ชาวเวียดนามส่วนใหญ่รู้จักบริหารและก้าวข้ามความรู้สึกบาดหมางและเกลียดชังสหรัฐได้ ทั้งๆ ที่เวียดนามคือผู้ได้รับบาดแผลจากสงครามที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง” ธัญญาทิพย์ กล่าว พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่าสาเหตุที่เวียดนามทำได้ เพราะรัฐบาลสามารถสื่อสารและทำความเข้าใจกับคนในสังคมได้อย่างกระจ่างชัด รวมทั้งการชี้แจงให้ประชาชนเห็นภาพได้ว่า หากก้าวข้ามบาดแผลเจ็บปวดดังกล่าวแล้วจะส่งผลดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างไร

นอกจากนี้ สิ่งที่ประเทศไทยสมควรจะเรียนรู้จากเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามได้ดีอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การบริหารจัดการรับมือกับภัยพิบัติ เพราะในแต่ละปี เวียดนามต้องเผชิญหน้ากับพายุหลายลูก ดังนั้นเวียดนามจึงมีความพร้อมและมีประสบการณ์รับมือกับภัยธรรมชาติมาก

ทั้งนี้ การเรียนรู้อดีตและประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อให้จดจำฝังใจว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต แต่เป็นไปเพื่อให้เข้าใจกับเหตุการณ์ที่จำต้องเกิดขึ้นตามสภาพสังคม วัฒนธรรม และห้วงเวลาในขณะนั้น

ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่คนไทยสมควรต้องปรับเปลี่ยนและหันมาทำความเข้าใจเพื่อนบ้านในแบบที่มิตรเหล่านั้นเป็นอย่างแท้จริง ไม่ใช่ยึดติดกับความเป็นไทยมากจนไปคิดแทน

เพราะในที่สุดแล้ว การที่เพื่อนบ้านในภูมิภาคสามารถเข้าใจกันและกันได้เป็นอย่างดีจนทำให้เกิดสัมพันธภาพอันดีที่เหนียวแน่น ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งของครอบครัว “ประชาคมอาเซียน” ต่อไปในอนาคต

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง