
วิกฤตเกาะพิพาทพ่นพิษ เสี่ยงฉุดศก.ญี่ปุ่น-จีนดิ่งเหว
ความเคลื่อนไหวที่ร้อนแรงที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา หนีไม่พ้นกรณีพิพาทชิงเกาะเตียวหยูหรือเซนกากุระหว่างจีนกับญี่ปุ่น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ความเคลื่อนไหวที่ร้อนแรงที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา หนีไม่พ้นกรณีพิพาทชิงเกาะเตียวหยูหรือเซนกากุระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยในช่วงต้นสัปดาห์ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โยชิฮิโกะ โนดะ เตือนจีนว่า ท่าทีที่แข็งกร้าวและไม่ประนีประนอมในประเด็นข้อพิพาทหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ลุกลามกลายเป็นตัวการสำคัญที่เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกอย่างหนักอีกด้วย
ความเห็นของ โนดะ สอดคล้องกับบรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่เตือนว่า เศรษฐกิจจีนจะกระทบอย่างหนัก หากรัฐบาลตัดสินใจออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่น เนื่องจากภาคการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีน ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงจากญี่ปุ่น
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยล่าสุด บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่น 3 ค่าย โตโยต้า นิสสัน และฮอนด้า เตรียมปรับลดยอดการผลิตรถในเดือน ก.ย.อีก หลังกระแสการต่อต้านญี่ปุ่นของชาวจีนที่ลุกลามไปกว่า 80 เมืองทั่วประเทศ ทำให้ความต้องการรถยนต์จากบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นในตลาดภายในจีนลดลงต่อเนื่อง โดยบริษัทผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นหลายรายมีแผนที่จะไม่ผลิตรถในเดือน ต.ค.นี้
ขณะเดียวกัน เฉินยู่หลู ที่ปรึกษาธนาคารกลางจีน เห็นว่า กรณีข้อพิพาทดังกล่าวยังจะส่งผลให้การเจรจาเปิดการค้าเสรีระหว่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต้องชะงัก และอาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจเอเชียทีเดียว
ทางด้านความเคลื่อนไหวการแก้ไขความขัดแย้งวิกฤตหมู่เกาะพิพาทดังกล่าว ในระดับรัฐบาลนั้น ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ข้อสรุป
เห็นได้จากการเปิดเจรจานอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่นครนิวยอร์ก ดำเนินไปอย่างตึงเครียด เนื่องจากไม่มีฝ่ายใดขอประนีประนอม ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งจีนและญี่ปุ่น เปิดศึกสาดน้ำลายตอบโต้กันอย่างดุเดือด
คิวอี 3 ส่อไร้ผลกระตุ้น ศก.
ทางด้านความเคลื่อนไหวของสภาพเศรษฐกิจสหรัฐและฝั่งยุโรป ก็เต็มไปด้วยสัญญาณเชิงลบ โดยล่าสุด มีการคาดการณ์ว่า นโยบายผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบที่ 3 ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น อาจไม่ช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือช่วยลดอัตราว่างงานในประเทศได้ตามที่คาดไว้
ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเป็นสมาชิกเฟดสายเหยี่ยวที่ต่อต้านการใช้นโยบายผ่อนคลาย มองอีกว่ามาตรการคิวอี 3 ของเฟด ยังเป็นตัวการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของเฟดเองอีกด้วย
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์บางส่วน ได้มีการคาดการณ์ว่า มาตรการคิวอี 3 ของเฟดอาจมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 62 ล้านล้านบาท) และกินเวลานานถึงกลางปี 2558 ซึ่งครอบคลุมถึงการยืดอายุโครงการ “โอเปอเรชัน ทวิสต์” ซึ่งเป็นการขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อซื้อพันธบัตรระยะยาว หากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้น่าผิดหวัง
ด้านความเคลื่อนไหวของวิกฤตหนี้ของฝั่งยุโรป ล่าสุด กลุ่มประเทศยูโรโซนมีแผนจะเพิ่มขนาดกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) ซึ่งกำลังจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า ไปเป็น 2 ล้านล้านยูโร (ราว 80 ล้านล้านบาท) จากเดิมที่ 5 แสนล้านยูโร (ราว 19.8 ล้านล้านบาท) เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ในกรณีที่ประเทศสมาชิกอาจต้องร้องขอความช่วยเหลือทางการเงิน แม้ข้อเสนอดังกล่าวยังเผชิญเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย
สัญญาณร้ายทางเศรษฐกิจล่าสุดของยูโรโซน มีขึ้นภายหลังจากนายกรัฐมนตรี มาเรียโน ราฮอย ของสเปน กล่าวยืนยันว่า สเปนพร้อมที่จะขอความช่วยเหลือทางการเงินจากยุโรปแน่นอน 100% หากว่าต้นทุนการกู้ยืมในตลาดพันธบัตรมีดอกเบี้ยสูงและยาวนานเกินไป การส่งสัญญาณชัดเจนจากนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ได้ฉุดให้ตลาดหุ้นสเปนดิ่งลงทันทีถึงกว่า 3% เนื่องจากความกังวลว่าสถานการณ์ของประเทศอาจเลวร้ายเกินคาด







