
ฝุ่นถล่มปักกิ่งทั้งเมือง
พายุทรายพัดกระหน่ำรุนแรง
แล้งจัดโทษตัดไม้ทำลายป่า
โพสต์ทูเดย์
— ปักกิ่งเหลืองทั้งเมือง เจอพายุทรายถล่มหนักพายุทรายถล่มกรุงปักกิ่งเมื่อวานนี้ ประชาชนตื่นขึ้นมาพร้อมกับฝุ่นสีเหลืองที่ปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก
เอเอฟพีระบุว่า พายุทรายซึ่งพัดมากับฝุ่นสีเหลืองได้พัดเข้าถล่มทางตอนเหนือของจีน และประเทศมองโกเลีย มีกำลังลมค่อนข้างแรง และยังทำให้ทั่วกรุงปักกิ่งมีทัศนวิสัยในการมองเห็นที่ต่ำมาก
ทางการจีน ได้ออกคำเตือนมลพิษขึ้นสู่ระดับ 5 ในทันที ซึ่งหมายถึงว่าเป็นระดับที่อันตรายสำหรับประชาชน และขอให้ประชาชนอย่าออกมาพื้นที่ภายนอก
ทั้งนี้ พายุทราย มักจะพัดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือของจีนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิปรับสูงขึ้น ก่อตัวและยกฝุ่นและทรายขึ้นเป็นกลุ่มเมฆ ซึ่งสามารถพัดไปทั่วประเทศจีนตลอดจนถึงเกาหลี และญี่ปุ่น ในบางครั้งพัดไปไกลถึงสหรัฐทีเดียว
ด้านนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นผลพวงมาจากความแห้งแล้งสะสม และการตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรงในพื้นที่ทางตอนเหนือของจีน โดยพายุฝุ่นล่าสุดที่ถล่มจีนในขณะนี้จะกินเวลาไปถึงวันจันทร์ทีเดียว
“
ผมตกใจมากที่พื้นดินเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้ในช่วงข้ามคืน” หลี่หมิง เซลส์แมนในกรุงปักกิ่งกล่าว ขณะที่ประชาชนหลายคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าพายุในปีนี้เลวร้ายหนักกว่าหลายปีที่ผ่านมา“
พายุทรายแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยในช่วงปี 19801990 แต่ไม่เคยเลวร้ายเท่ากับช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เท่าที่ผมจำได้นะ” ซ่องซีรง ชาวกรุงปักกิ่ง กล่าวสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ กรุงปักกิ่งก็เพิ่งจะประสบกับสภาวะอากาศหนาวเย็นผิดปกติ และเกิดหิมะตกหนักมานาน และล่าสุดก็ยังต้องประสบกับพายุทรายรุนแรงอีก
ทางด้านกั๊วหู หัวหน้ากรมอุตุนิยมวิทยาของกรุงปักกิ่ง กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่พายุทรายดังกล่าวจะหายไปในช่วงนี้ ตราบใดที่พายุยังก่อตัวขึ้นอยู่ตลอดไม่หยุด ซึ่งจุดกำเนิดของพายุนั้นอยู่ในเขตมองโกเลียใน ซึ่งหากจากกรุงปักกิ่งไปราว 800 กิโลเมตรเท่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ก็เคยเกิดพายุทรายครั้งใหญ่ขึ้น ซึ่งลมได้นำทรายหนักถึง 3 แสนตันเข้ามายังเมืองหลวงของจีนแห่งนี้
รายงานระบุด้วยว่า จีนมีพื้นที่ที่เป็นทะเลทรายกว้างใหญ่มหาศาลรวมกันถึง 2.6 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งมากกว่าพื้นที่เพาะปลูกถึง 2.5 เท่าทีเดียว อย่างเช่นในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ ก็เป็นพื้นที่ที่กำลังประสบภาวะแห้งแล้งหนัก ทำให้ประชาชน 16 ล้านคนในพื้นที่เหล่านั้นประสบกับภาวะน้ำดื่มอย่างรุนแรงด้วย







