posttoday
ประชาธิปไตยป่วยๆ ในสายตาต่างชาติซื้อเสียง บูชาความมั่งคั่ง และมนตร์ดำ

ประชาธิปไตยป่วยๆ ในสายตาต่างชาติซื้อเสียง บูชาความมั่งคั่ง และมนตร์ดำ

21 มีนาคม 2553

...ทีมข่าวต่างประเทศ

ไทยเดินหน้าทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ภายใต้ระบอบของสิ่งที่เราเรียกว่าเป็น “ประชาธิปไตย” มายาวนาน แต่ทว่าในสายตาต่างชาติแล้ว คนไทย การเมืองไทย และสังคมไทย ยังคงหลงทางและไม่โตเต็มใบ โดยเฉพาะการยืนหยัดเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยของกลุ่มผู้ประท้วงในครั้งนี้ถูกต่างชาติมองว่าเป็นสัญญาณของประชาธิปไตยที่ป่วยไข้ที่ต้องการมือหมออย่างเร่งด่วน

บทความหนึ่งจากเว็บไซต์ โกลบ แอนด์ เมล ซึ่งจรดปากกาไว้โดย เดวิด แวน ปราก อดีตผู้สื่อข่าวที่คร่ำหวอดในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้มายาวนาน และยังเคยสัมภาษณ์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีไทยในอดีตด้วย

ปราก ซึ่งศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารมวลชนจากมหาวิทยาลัยคาร์ลตัน ของแคนาดา ระบุว่า ผู้เดินขบวนบนท้องถนนในวันที่ 20 มี.ค.นี้ ได้ทำสร้างความเจ็บปวดให้ประเทศไทยไปตามความยาวของท้องถนนทั่วกรุงเทพฯ เป็นการต่อสู้อย่างกล้าหาญ และเป็นการดิ้นรนเพื่อสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย”

ถ้าเมืองที่เป็นเอกราชและมีอิสรเสรีภาพต้องมาสิ้นสุดความเป็น “ไท” ดั่งกับชื่อประเทศที่ถูกเรียกขาน นั่นก็หมายความว่า ไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดของประเทศอันเป็นประชาธิปไตย หลังจาก 35 ปีของสงครามเวียดนาม

ผู้เขียนบทความดังกล่าว เชื่อว่าการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้มีจุดหมายเพียงเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น แต่คนเหล่านี้มุ่งหวังเพื่อการคืนสู่อำนาจของผู้ยักยอกทรัพย์สินอย่างอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปรากบรรยายว่า เป็นชายผู้ที่ฉีกประเทศไทยออกเป็นฝักฝ่ายทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ตั้งแต่การขึ้นกุมอำนาจในการบริหารประเทศในปี 2544–2549 และคนผู้นี้กำลังจะทำลายประเทศไทยให้ให้เกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้นอีก ถ้าหากเขากลับคืนมา

“ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ก่อคดีทุจริตและยักยอกเงินมูลค่าอย่างน้อย 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ” บทความระบุ และยังชี้ชัดว่า อดีตนายกฯ ทักษิณได้ฉวยโอกาสหาประโยชน์เข้าตัวเอง ด้วยการแบ่งแยกชนชั้นคนไทยออกเป็นกลุ่มก้อนตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยแบ่งกลุ่มคนชนชั้นกลางในสังคมที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างเร็ว ซึ่งรวมไปถึงกลุ่มที่มีตำแหน่งหน้าที่ทางสังคมเมืองเป็นกลุ่มหนึ่ง

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็คือกลุ่มของชาวนาชาวไร่ และผู้ประกอบอาชีพทางการเกษตรในพื้นที่ชนบทของประเทศ และคนกลุ่มนี้เองที่ทักษิณเคยใช้เป็นฐานเสียง ด้วยการจ่ายเงินซื้อเสียงเพื่อให้ได้ชัยชนะทางการเมืองเสมอมา

ปรากชี้ว่าทักษิณพยายามที่จะดึงช่องว่างระหว่างสองกลุ่มนี้ออกมาให้กว้างยิ่งขึ้น ด้วยการแจกจ่ายของให้กับคนจนในปริมาณมหาศาลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งในระหว่างที่มีการเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้ง แต่แน่นอนว่าปริมาณเงินที่อดีตนายกฯ ทุ่มลงไป ไม่ได้เป็นสัดส่วนที่มากนัก เมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่อยู่ในกระเป๋าของตัวเอง

“ถ้าสิ่งเหล่านี้คือประชานิยม มันก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย และถ้าเรียกมันว่าประชาธิปไตย มันก็จะเป็นประชาธิปไตยที่ผิดครรลองคลองธรรมอย่างยิ่ง” ปราก กล่าว

สิ่งที่ปรากเจ้าของบทความชิ้นนี้ได้ชี้ให้เห็นชัดๆ และประเมินวุฒิภาวะแห่งประชาธิปไตยในไทยว่า ความแบ่งแยกจะถูกบีบทำให้แคบลงได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีความพยายามที่จะขยายความแตกร้าวนี้ออกไป และประชาธิปไตยในประเทศนี้ก็จะสามารถขับเคลื่อนและเดินหน้าต่อไป

บทความระบุว่า ประเทศไทยเป็นดั่งศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแผ่นดินที่อยู่ตรงกลางระหว่างจีนและอินเดีย และไทยก็มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างต่อเนื่องและสม่ำเสมอมาโดยตลอด จะหยุดชะงักบ้างก็ต่อเมื่อโลกหรือภูมิภาคเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ผู้คร่ำหวอดในไทย กล่าวว่า การแบ่งแยกที่ร้าวลึกทั้งทางด้านสังคม จิตวิทยา และวัฒนธรรม ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันจนยากที่จะอธิบายให้คำจำกัดความ

แม้ว่าประเทศไทยมีความเป็นพิเศษและแตกต่างที่ชัดเจนคือ เป็นประเทศหนึ่งเดียวที่รอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตก แต่ทว่าสิ่งที่ได้มาก็คือการขาดประสบการณ์ในเรื่องของสถาบันประชาธิปไตยเสมอมา

และสิ่งที่หนีไม่พ้นก็คือว่า คนไทยผู้มีฐานะจำนวนไม่น้อยที่ยังคงบูชาความมั่งคั่งและหวาดกลัวความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง และความเปลี่ยนแปลงจะมีผลกับชีวิตของตน

และชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นทักษิณ หรือผู้ปลุกปั่นม็อบคนอื่นๆ ก็ไม่ใช่ผู้ที่จะเป็นทางออกของปัญหา และความเป็นประชาธิปไตยในไทยอย่างแท้จริง แม้กระทั่งกองทัพเองก็ไม่ใช่เช่นกัน

การเมืองที่ต้องพึ่ง ‘มนตร์ดำ’

ขณะเดียวกันทางด้านสื่ออย่างไทมส์ แมกกาซีน เจาะประเด็นในเรื่องของ “มนตร์ดำ” กับ “การเมืองไทย” เป็นเรื่องที่คู่เคียงกัน โดยให้ภาพของถังเลือดของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ราดไปบริเวณหน้าทำเนียบฯ และมีพราหมณ์มาร่วมในการประกอบพิธี เพื่อเป็นการสาปแช่งรัฐบาล ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำดังกล่าวทำให้เป็นจุดสนใจจากสื่อทั้งในและต่างประเทศ และเป็นที่วิเคราะห์ใหญ่โต แต่ทว่าสำหรับคนไทยแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยมาเป็นเวลาช้านาน

สำหรับคนไทย เมืองที่รถไฟฟ้าวิ่งวุ่น มีสนามบินนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ เป็นแหล่งขับเคี่ยวของธุรกิจด้านเทคโนโลยี แต่ทว่าคนทุกระดับชั้นก็ยังคงยอมรับและคล้อยตามกับเรื่องเวทมนตร์คาถาและไสยศาสตร์ รัฐมนตรีไทยหลายคนยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินหลายหมื่นเหรียญสหรัฐ เพื่อที่จะซื้อเครื่องรางของขลังมาไว้ติดตัว เพราะเชื่อว่าเป็นการป้องกันปีศาจร้าย แม้จะไม่เห็นเป็นตัวเป็นตน

สำหรับเมืองไทยแล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกถ้าผู้คิดแผนการปฏิวัตินายกรัฐมนตรี และ สว. สส. จะปรึกษาและหมอดูหรือซินแสก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำการใดๆ มนตร์ดำคือการเพิ่มพลังอำนาจ แม้กระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่คลั่งในไสยศาสตร์

ตัวอย่างพฤติกรรมที่นักการเมืองไทย หรือผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองไทยติดกับอยู่กับไสยศาสตร์ก็คือ การที่กลุ่มคนเสื้อแดงใช้รูปปั้นของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นสัญลักษณ์ของการชุมนุม มีผู้ที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกลุ่มคนเสื้อแดงแต่งกายในแบบทหารของพระเจ้าตากสิน

ส่วนผู้ที่ก่อการปฏิวัตล้มอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังต้องดูดวงกับหมอดูชื่อดังที่ จ.เชียงใหม่ สนธิ ลิ้มทองกุล เคยใช้เลือดประจำเดือนในการทำพิธีมนตร์ดำ แม้กระทั่ง เนวิน ชิดชอบ ก็ยังเชื่อในไสยศาสตร์จากฝั่งกัมพูชา

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง