posttoday
"เชนจ์" ที่เปลี่ยนไปของโอบามา 2012 เปลี่ยนที่ตัวเอง

"เชนจ์" ที่เปลี่ยนไปของโอบามา 2012 เปลี่ยนที่ตัวเอง

09 กันยายน 2555

การประชุมใหญ่พรรคเดโมแครต เพื่อประกาศผู้แทนลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในเดือน พ.ย.นี้ อาจนับได้ว่าเป็นครั้งที่หวือหวาน้อยที่สุดในรอบ 8 ปี เมื่อฝีปากของผู้นำพรรคและผู้นำประเทศในครั้งนี้ เริ่มเปลี่ยนไปและไม่จัดจ้านเท่ากับที่พูดบนเวทีเดิมเมื่อ 2 ครั้งก่อน

การประชุมใหญ่พรรคเดโมแครต เพื่อประกาศผู้แทนลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในเดือน พ.ย.นี้ อาจนับได้ว่าเป็นครั้งที่หวือหวาน้อยที่สุดในรอบ 8 ปี เมื่อฝีปากของผู้นำพรรคและผู้นำประเทศในครั้งนี้ เริ่มเปลี่ยนไปและไม่จัดจ้านเท่ากับที่พูดบนเวทีเดิมเมื่อ 2 ครั้งก่อน

ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในงานประชุมใหญ่พรรคเดโมแครตเมื่อวันที่ 6 ก.ย. อาจไม่ใช่ผู้นำสหรัฐคนเดิมที่หลายคนรู้จัก ไม่ใช่ศาสดาแห่งความหวังฝีปากกล้าอีกต่อไป แต่เป็นสัญลักษณ์ของจุดเสี่ยงแห่งความเปลี่ยนในประเทศที่แตกแยกด้วยการเมืองหลากหลายขั้ว

แม้จะผ่านมาเพียง 8 ปี นับตั้งแต่เริ่มก้าวเข้าสู่ดาวเด่นทางการเมือง กับสุนทรพจน์แจ้งเกิดในงานประชุมใหญ่พรรคเดโมแครต ในปี 2004 สมัยที่ยังเป็นสมาชิกวุฒิสภารัฐอิลลินอยส์ ทว่าความเหนื่อยอ่อนก็เริ่มปรากฏให้เห็นในตัวผู้นำประเทศรายนี้อย่างชัดเจน

ความเหนื่อยหน่ายจากสงครามนอกบ้านที่ยืดเยื้อ ปัญหาเศรษฐกิจในบ้านที่กินเวลานานเกินคาด และความเครียดสั่งสมในฐานะผู้นำ ได้สะท้อนให้เห็นผ่านทางเส้นผมสีขาวที่ทวีเพิ่มขึ้น พร้อมกับวาทศิลป์ที่รุนแรง ทว่ามืดหม่น

ในการขึ้นเวทีประชุมใหญ่พรรคเดโมแครตปีนี้ เพื่อให้ได้รับชัยชนะเป็นสมัยที่ 2 โอบามาดูเหมือนจะยอมรับว่าคำจำกัดความของคำว่า “เปลี่ยนแปลง” หรือ Change ได้แคบลงมาจากเดิม สุนทรพจน์ของโอบามาเต็มไปด้วยความหนักแน่น ตรงไปตรงมา และลดสำนวนโวหารที่เคยใช้ ไม่ใช่สุนทรพจน์ที่เต็มไปด้วยสีสันแจ้งเกิด หรือถ้อยคำกินใจเหมือนที่ผ่านมาอีก

เห็นได้ชัดว่าการขึ้นเวทีในปีนี้ไม่ได้มีคำมั่นสัญญามากเหมือนกับเมื่อ 4 ปีก่อน และสุนทรพจน์ของผู้นำวัย 51 ปีครั้งนี้ ก็ดูจะไม่ได้มาจากชายที่เป็นผู้เปลี่ยนแปลงการเมืองอเมริกา หากแต่เป็นผู้ที่ถูกการ เมืองเปลี่ยนแปลงเสียเอง

“ครั้งแรกที่ผมขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เมื่อปี 2004 ผมยังเป็นเพียงชายหนุ่ม เป็นสมาชิกวุฒิสภาจากอิลลินอยส์ที่พูดถึงความหวัง ไม่ใช่ฝันลมๆ แล้งๆ หรือฝันเกินจริง แต่เป็นความหวังในยามที่เผชิญกับความยากลำบาก

8 ปีต่อมา ความหวังนั้นก็ได้ถูกทดสอบจากสงครามราคาแพง จากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจอันเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และจากภาวะตีบตันทางการเมืองที่ทำให้พวกเราต้องประหลาดใจว่า ยังเป็นไปได้หรือไม่ที่จะต่อสู้กับความท้าทายเหล่านี้ในยุคสมัยของพวกเราเอง” เอเอฟพี อ้างส่วนหนึ่งในสุนทรพจน์ของโอบามา

"เชนจ์" ที่เปลี่ยนไปของโอบามา 2012 เปลี่ยนที่ตัวเอง

 

ในครั้งนี้ โอบามาได้หันกลับมาสู่จิตวิญญาณของตัวเองอีกครั้ง

“ผมตระหนักดีว่ากาลเวลาได้เปลี่ยนไปนับตั้งแต่ที่ผมได้ขึ้นเวทีครั้งแรก กาลเวลาได้แปรผันไปและตัวผมเองก็เช่นกัน ผมไม่ได้เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งอีกแล้ว แต่ผมคือประธานาธิบดี ผู้รู้ดีถึงความหมายของการส่งคนหนุ่มสาวอเมริกันเข้าสู่สมรภูมิรบ ผมเคยจับมือกับบรรดาพ่อและแม่ผู้ที่ไม่เคยได้เห็นลูกๆ กลับมาอีก ผมรู้สึกเจ็บปวดไปด้วยกับครอบครัวที่ถูกยึดบ้าน และผิดหวังไปกับเหล่าผู้ที่ต้องตกงาน” ผู้นำสหรัฐในวัย 51 ปี กล่าว ทว่าสิ่งที่แทบไม่เคยพบมาก่อนในสุนทรพจน์เช่นนี้ก็คือ “การยอมรับผิด” โอบามายอมรับว่ามีบางอย่างที่ได้ทำผิดพลาดไป ซึ่งอาจมาจากการยอมรับความจริงหลังคะแนนนิยมลดฮวบลงต่ำกว่า 50%

“ในขณะที่ผมภูมิใจกับสิ่งที่พวกเราประสบความสำเร็จร่วมกัน ผมก็ได้ตระหนักถึงความผิดพลาดของตัวเองไม่น้อยไปกว่ากัน และนึกถึงคำกล่าวของ อับราฮัม ลินคอล์น ที่ว่า ผมพ่ายแพ้หลายต่อหลายครั้งบนความเชื่อที่ท่วมท้นว่า ผมไม่มีที่ไหนให้ไปได้อีก”

อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของโอบามาเมื่อปี 2004 ให้ประเทศชาติมีความสามัคคีกันนั้น อาจถูกตั้งคำถามตามมาจากการโจมตีคู่แข่ง มิตต์ รอมนีย์ และ พอล ไรอัน ซึ่งมีแนวคิดนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าว โดยโอบามาได้ตอกย้ำความอ่อนประสบการณ์ในด้านดังกล่าวของคู่แข่งว่า อาจทำให้สหรัฐกลับไปสู่ยุคการใช้กำลังและความผิดพลาดที่แสนแพงอีกครั้ง

บรรดานักวิจารณ์ที่ได้รับชมการประชุมใหญ่พรรคเดโมแครตในสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างเห็นตรงกันว่า สุนทรพจน์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งที่ดีที่สุดของโอบามา ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ฝีปากของโอบามายังถูกบดบังจากสุนทรพจน์ของผู้สนับสนุนอย่างอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน และแม้แต่มิเชล โอบามา ผู้เป็นภริยา เสียด้วยซ้ำ

“ผมคิดว่าเป็นสุนทรพจน์ที่ดีมากครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ครั้งที่ดีที่สุดของเขา และยังไม่เพียงพอที่จะโน้มน้าวกลุ่มประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร” คอสตาส ปานาโกปูลอส ผู้เชี่ยวชาญด้านการรณรงค์หาเสียงจากมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม กล่าวกับเอเอฟพี และระบุว่า ศึกตัดสินจะไปอยู่ที่การโต้วาทีระหว่างโอบามาและรอมนีย์ ในเดือนหน้า ก่อนที่จะชี้ชะตาในการเลือกตั้งวันที่ 6 พ.ย.นี้

ขณะที่ ลีลา บรามเมอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโวหารทางการเมืองจากวิทยาลัยกุสตาวุส อโดลฟุส ในมินนิโซตา มองว่า สุนทรพจน์ของโอบามาในครั้งนี้เปลี่ยนไป เพราะบทบาทของเจ้าตัวที่แตกต่างไปจากเดิมนั่นเอง

“เมื่อปี 2004 บารัก โอบามา ขึ้นกล่าวในฐานะตัวแทนผู้ชิงตำแหน่ง ทว่าบนเวทีเมื่อคืนวันพฤหัสบดี เขาพูดในฐานะของคนที่เป็นประธานาธิบดีแล้ว” บรามเมอร์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง