
แฉแผนบึ้มรัฐสภาอินโดฯ
ผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายอินโดฯ ยอมรับเตรียมวางระเบิดรัฐสภาสังหารตำรวจ หวังเปิดฉากสงครามศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนอินโดฯ เป็นรัฐมุสลิม
ผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายอินโดฯ ยอมรับเตรียมวางระเบิดรัฐสภาสังหารตำรวจ หวังเปิดฉากสงครามศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนอินโดฯ เป็นรัฐมุสลิม
หน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย 2 คน ซึ่งถูกจับกุมเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ได้ยอมรับว่าทางกลุ่มมีแผนก่อสงครามศักดิ์สิทธิ์ในอินโดนีเซียอีกครั้ง ซึ่งรวมถึงการลอบวางระเบิดรัฐสภาอินโดนีเซียและสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อหวังสถาปนาประเทศเป็นรัฐมุสลิม ส่งผลให้ตำรวจแดนอิเหนาต้องเร่งจับกุมสมาชิกที่เหลือของขบวนการเพื่อป้องกันเหตุรุนแรง
“เป้าหมายของเราคือการโจมตีเมืองโซโล เหมือนกับที่เคยทำกับเมืองอัมบอนและโปโซก่อนหน้านี้ เราต้องการนำกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้ในประเทศ และสถาปนาประเทศเป็นรัฐมุสลิม” บายู เซเตียโน หนึ่งในผู้ต้องสงสัย กล่าว
นอกจากนี้ ยังเผยอีกว่า ขบวนการก่อการร้ายเล็งลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจแดนอิเหนาเพื่อลงโทษฐานจับกุมและฆ่ากลุ่มก่อการร้ายมุสลิม
ทั้งนี้ เซเตียโนถูกจับกุมเมื่อสัปดาห์ก่อนหลังยิงสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เมืองโซโล ทางตอนกลางของประเทศ ขณะที่ผู้ต้องสงสัยอีกรายถูกจับกุมเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังเดินวนเวียนและแสดงพฤติกรรมพิรุธน่าสงสัยใกล้รัฐสภาอินโดนีเซียกลางกรุงจาการ์ตา
ด้านหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้าย เผยว่า แม้ผู้ต้องสงสัยทั้งสองไม่ได้เป็นสมาชิกขบวนการก่อการร้ายเดียวกัน ทว่ากลุ่มก่อการร้ายขนาดเล็กต่างๆ ในประเทศล้วนแต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่ม ญะมาอะห์ อิสลามิยะห์ (เจไอ) และกลุ่มญมาอะฮ์ อันศอรุต เตาฮีด (เจเอที) ซึ่งเป็นสองขบวนการขนาดใหญ่ โดยกลุ่มเจเอทีนั้นยังเคยถูกสหรัฐขึ้นบัญชีเป็นขบวนการก่อการร้ายข้ามชาติอีกด้วย
“เรากำลังทำงานกับตำรวจอย่างใกล้ชิดเพื่อตามหาผู้ต้องสงสัย รวมทั้งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อรับมือกับเหตุรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้” หัวหน้าหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของอินโดนีเซียกล่าว พร้อมย้ำว่า กลุ่มก่อการร้ายขนาดเล็กพร้อมเปิดฉากโจมตีอยู่ตลอดเวลา โดยล่าสุดนั้นตำรวจพบวัตถุระเบิดที่บ้านพักแห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ตา
ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม โดยแม้จะเคยเกิดเหตุลอบวางระเบิดรุนแรงที่เกาะบาหลีเมื่อปี 2545 ซึ่งเป็นฝีมือของกลุ่มเจไอ และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 202 คน ทว่า ก็ไม่ได้เกิดเหตุรุนแรงนับตั้งแต่ปี 2552







