
สันติภาพและการปรองดองฉบับเอเชีย'การทูตเงียบ'คือคำตอบ
“ศตวรรษแห่งเอเชีย” เป็นสิ่งที่ได้ยินกันบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จากแนวโน้มของอำนาจโลกที่ขยับมายังขั้วเอเชียมากขึ้น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
“ศตวรรษแห่งเอเชีย” เป็นสิ่งที่ได้ยินกันบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จากแนวโน้มของอำนาจโลกที่ขยับมายังขั้วเอเชียมากขึ้น ตามกระแสเศรษฐกิจที่เปลี่ยนทิศไป ท่ามกลางการจัดตั้งองค์กรความร่วมมือต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง
ทว่า สิ่งสำคัญที่ดูจะขาดไปก็คือ กลไกระงับข้อพิพาทและสร้างความปรองดอง โดยเฉพาะภายในเอเชีย เพื่อรองรับกรณีพิพาทที่มีขึ้นแทบจะทุกประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาหลายชาติในเอเชียต่างใช้วิธีการจัดการที่ต่างกันออกไป ตั้งแต่การเจรจาทวิภาคี การขอให้องค์กรภายในภูมิภาคเข้าไกล่เกลี่ย การให้ประเทศที่สามนอกภูมิภาคช่วยเจรจา และการจบลงที่คำตัดสินของศาลโลก
ข้อจำกัดดังกล่าวจึงนำไปสู่การประกาศจัดตั้ง “คณะมนตรีเพื่อสันติภาพและการปรองดองแห่งเอเชีย” (APRC) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจัดตั้งที่ล้วนเป็นอดีตผู้นำประเทศ นักการทูต และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการทูตในเอเชีย เพื่อเป็นหน่วยงานที่สร้างสันติภาพขึ้นในภูมิภาคผ่านทางการเจรจา “การทูตแบบเงียบๆ” ที่ไม่เปิดเผยต่อสื่อและไม่เป็นทางการจนให้ชวนอึดอัด ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะที่อาจตรงกับความต้องการในกลุ่มประเทศเอเชียมากที่สุด
สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานมูลนิธิสถาบันการต่างประเทศสราญรมย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย เปิดเผยในฐานะประธานการประชุมเตรียมการจัดตั้งเอพีอาร์ซี ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ว่า ที่ประชุมมีมติจัดตั้งคณะมนตรีเอพีอาร์ซีขึ้นภายในปีนี้ โดยมีสำนักเลขาธิการอยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นรูปแบบมูลนิธิที่มีบทบาทเป็นคนกลาง หรือบุคคลที่สาม ที่ช่วยระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในเอเชีย
อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้เอเชียมีความขัดแย้งและมีสถานการณ์ที่มีแนวโน้มจะยกระดับเป็นปัญหาระหว่างประเทศอยู่หลายประเด็นด้วยกัน เหล่าสมาชิกจึงเห็นชอบต่อการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านขึ้นมาทำหน้าที่สร้างสันติภาพและความปรองดองขึ้นในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะ
เอกลักษณ์พิเศษของเอพีอาร์ซีคือ ไม่เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของรัฐ ซึ่งแตกต่างจากองค์กรอื่นๆ ในเอเชีย เช่น อาเซียน อีกทั้งไม่ได้เป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นอดีตผู้กำหนดนโยบาย เช่น ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงเข้าใจดีว่าโครงสร้างสังคมหรือการเมืองแบบไหนที่เหมาะสมหรือแบบไหนที่มีปัญหา และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ความสัมพันธ์ของประเทศในอนุภูมิภาคว่ามีปัญหาในลักษณะใด เนื่องจากเคยทำงานมาก่อน แต่การมาในวันนี้มาในฐานะส่วนบุคคล ไม่ใช่ตัวแทนของรัฐบาลหรือประเทศใด
หากสำรวจรายชื่อสมาชิกจัดตั้งของเอพีอาร์ซี ก็จะพบว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นอดีตผู้นำหรือรัฐมนตรีในกลุ่มประเทศเอเชีย ครอบคลุมทั้งอาเซียน เอเชียตะวันออก และเอเชียใต้ เช่น อดีตประธานาธิบดี โฆเซ รามอส ฮอร์ตา ของติมอร์เลสเต อดีตนายกรัฐมนตรี อับดุลเลาะห์ บาดาวี ของมาเลเซีย และอดีตประธานาธิบดี โชกัต อาซิส ของปากีสถาน นอกจากนี้ยังรวมถึงนักวิชาการด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เดวิด เคนเนดี และผู้อำนวยการสถาบันแก้ไขความขัดแย้งและสร้างเสริมสันติภาพในฟินแลนด์ โยอา คริสเตนเซน ซึ่งมีส่วนร่วมกับกระบวนการสันติภาพในจังหวัดอาเจะห์ของอินโดนีเซีย
อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของเอพีอาร์ซีก็คือ การทูตเงียบ ความพยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งในเอเชียนั้นจะไม่เผชิญหน้ากันโดยตรง แต่จะหาคนกลางเป็นเสาที่สามเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย และจะเน้นเจรจาในทางลับ ไม่เผยแพร่หรือเปิดเผยต่อสื่อจนกว่าการเจรจาจะแล้วเสร็จ
“เราเห็นว่าในเอเชียมีปัญหาความขัดแย้งทั้งในระดับประเทศเดียวกันและระดับระหว่างประเทศมากมาย แต่เราจะไม่พูดในที่สาธารณะว่ากรณีไหน เพราะไม่ว่าจะได้รับการร้องขอหรือเสนอเข้าไปช่วย เราก็ต้องได้รับฉันทามติจากคู่ขัดแย้งเสียก่อน ดังนั้นการพูดไปก่อนโดยที่ยังไม่ได้รับการร้องขอจึงไม่เป็นเรื่องดี” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ระบุ
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ อัลเฟรด กูเซนบาวเออร์ อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรีย ซึ่งกล่าวว่า การตั้งสำนักงานเลขาธิการในไทยอาจทำให้เกิดการคาดหวังมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่เอพีอาร์ซีจะไม่ใช้วิธีประกาศข่าว จะเน้นใช้การทูตหลังม่านอย่างเงียบๆ คุยกับภาคีต่างๆ เพื่อหาความสำเร็จ และหลีกเลี่ยงข้อพิพาทที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ดังนั้นการทำงานของเอพีอาร์ซีจึงไม่สามารถคาดหวังการแถลงข่าวใหญ่โตได้
อย่างไรก็ตาม การประกาศจัดตั้งเอพีอาร์ซีขึ้นมาในปีนี้ ยังถือว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน เตรียมจัดตั้ง “สถาบันเพื่อสันติภาพและการปรองดองแห่งอาเซียน” (เอไอพีอาร์) ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือน พ.ย. อย่างพอเหมาะพอเจาะเช่นกัน จนอาจนำไปสู่การตั้งคำถามว่า จะเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนหรือจะลดบทบาทของอาเซียนลงหรือไม่
“เอพีอาร์ซีและองค์กรเอไอพีอาร์ของอาเซียนนั้น มีความแตกต่างกัน แต่ก็จะทำงานในลักษณะเกื้อกูลกัน ของอาเซียนจะเป็นผู้แทนที่เป็นคนของรัฐและมีขอบเขตอยู่ในอาเซียน ทว่าเอพีอาร์ซีไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ จึงทำให้มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง นอกจากนี้ยังมีขอบเขตที่กว้างกว่าในระดับภูมิภาคเอเชีย” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย กล่าว
ทั้งนี้ แม้ว่าเอพีอาร์ซีจะมีขอบเขตที่กว้างกว่าระดับอาเซียน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อพิพาทใหญ่ของเอเชียในวันนี้และในอนาคต คงไม่มีเรื่องใดจะร้อนไปกว่าน่านน้ำในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ที่ประชุมอาเซียนออกแถลงการณ์ร่วมไม่ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปีมาแล้ว ซึ่งท้ายที่สุดเอพีอาร์ซีและหน่วยงานของอาเซียนก็คงต้องเวียนมาปะทะบทบาทของผู้ไกล่เกลี่ยด้วยกันในที่สุด
ขณะเดียวกัน การทูตเงียบยังอาจนำไปสู่การตั้งคำถามตามมาถึง “ความโปร่งใส” ของการเจรจา ในยามที่หลายประเทศในเอเชียต่างก็มีกระแสชาตินิยม ซึ่งประชาชนต้องการให้มีการเจรจาอย่างโปร่งใสและพอจะทราบข่าวได้ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่ตกเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเชื่อมต่อถึงกันอย่างรวดเร็วในวันนี้
แม้สมาชิกจัดตั้งของเอพีอาร์ซีจะเป็น “อดีต” เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ในความเข้าใจของคนทั่วไปจำนวนมาก อาจไม่สามารถแยกอดีตเจ้าหน้าที่ซึ่งยังมีสายสัมพันธ์อย่างกว้างขวางของกลุ่มก้อนทางการเมืองในประเทศนั้นๆ ได้ เห็นได้จากในอดีตที่ต้องดึงบุคคลที่ 3 ข้ามทวีปจากนอร์เวย์และฟินแลนด์เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในเอเชียมาแล้ว
บางครั้งความสงบก็อาจไม่ช่วยสยบปัญหาได้เสมอไป







