posttoday

อิสระภาพที่ไร้ขอบเขต

02 กันยายน 2555

ถ้าจะเปรียบช่วงชีวิตคนเรากับฤดูต่างๆ ในรอบปีแล้ว วัยหนุ่มสาวก็เปรียบเหมือนฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เพราะเป็นวันเวลาแห่งการเบ่งบานของดอกไม้นานาพรรณ คนในวัยนี้ก็เช่นกัน เริ่มมีอิสระทางความคิดและการกระทำ กล้าพูด กล้าทำ กล้าแสดงออก หลุดพ้นจากการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของบุพการีเฉกเช่นวัยเด็กที่เรายังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาว พวกเขาต่างมองหาตัวตนของตัวเอง มีความมุ่งมั่นและความฝันเป็นของตัวเอง พร้อมทำทุกวิถีทางให้ฝันเป็นจริง

ถ้าจะเปรียบช่วงชีวิตคนเรากับฤดูต่างๆ ในรอบปีแล้ว วัยหนุ่มสาวก็เปรียบเหมือนฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เพราะเป็นวันเวลาแห่งการเบ่งบานของดอกไม้นานาพรรณ คนในวัยนี้ก็เช่นกัน เริ่มมีอิสระทางความคิดและการกระทำ กล้าพูด กล้าทำ กล้าแสดงออก หลุดพ้นจากการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของบุพการีเฉกเช่นวัยเด็กที่เรายังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาว พวกเขาต่างมองหาตัวตนของตัวเอง มีความมุ่งมั่นและความฝันเป็นของตัวเอง พร้อมทำทุกวิถีทางให้ฝันเป็นจริง

ด้วยสภาพสังคมที่เจริญก้าวหน้าของจีนในวันนี้ ทำให้คนหนุ่มสาวในเมืองใหญ่ที่เติบโตมาพร้อมกับความสะดวกสบายต่างๆ นานา พวกเขาได้รับการดูแลจากสมาชิกทุกคนในครอบครัวเป็นอย่างดี มีปู่ย่าตายายพ่อแม่คอยประคบประหงม อะไรที่เรียกว่าดีที่สุด มักดิ้นรนไขว่คว้ามาให้จงได้ ทว่าชีวิตที่เพียบพร้อมกลับไร้ซึ่งอิสระในการเลือก เนื่องจากผู้ใหญ่คิดว่าได้เลือก “สิ่งดีๆ” ให้แก่ลูกหลานที่เปรียบเหมือนแก้วตาดวงใจเรียบร้อยแล้ว

คำถามที่ตามมาก็คือ วัยแห่งการเปิดกว้างทางความคิดของเยาวชนเหล่านี้ ควรจะปล่อยให้ทางเลือกทุกอย่างในชีวิตอยู่ในกำมือของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านมากน้อยเพียงใด

“Beijing Youth” หรือมีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า เป่ยจิงชิงเหนียน () มีคำตอบให้กับปัญหาข้างต้น แต่จะเป็นที่ถูกใจหรือไม่นั้น เราต้องลองไปติดตามดูกัน

ละครท็อปฮิตเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก หลังจากที่แพร่หลายได้ไม่นาน ขณะเดียวกันก็ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของคนหลากหลายเพศวัย เพราะมีทั้งเสียงคัดค้านและสนับสนุน การตีความหมายของคำว่า “อิสรภาพ” () ว่าควรเป็นไปตามสิ่งที่ตัวละครเอกในละครถ่ายทอดหรือไม่ เนื้อเรื่องก็เป็นการเล่าถึงชีวิตของหนุ่มปักกิ่ง 4 คนที่เกิดในสภาพครอบครัวที่แตกต่างกัน แต่มีอุดมการณ์ร่วมกัน คือ อยากเปลี่ยนชีวิตที่จำเจและยืนหยัดอย่างมั่นคงด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง บ้างก็ละทิ้งการงานที่มั่นคง บ้างก็ละทิ้งความรักที่คาบลูกคาบดอก บ้างก็ละทิ้งชีวิตที่เรียบง่าย พวกเขาตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตด้วยการหนีออกจากบ้านที่เคยใช้เป็นที่พักพิงมาหลายสิบปี เพื่อไปเผชิญโลกกว้างอย่างไร้จุดหมาย ขอเพียงได้หลุดพ้นจากชีวิตแบบเดิมๆ อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ทุกคนมีสิทธิเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง

อิสระภาพที่ไร้ขอบเขต

 

ตัวละครในท้องเรื่องมีอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย แพทย์ หนุ่มนักเรียนนอกที่หอบความฝันกลับมาบ้านเกิด ลูกหลานคนมีสตางค์ เป็นต้น แต่งานและชีวิตที่เป็นอยู่ช่างจืดชืด แต่ละคนค่อยๆ ลาออกจากงานเพื่อไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ไปตายเอาดาบหน้า ยอมทำงานใช้แรงงานแลกเงินอย่างพนักงานเสิร์ฟ คนส่งเอกสาร พนักงานในบาร์ รปภ.ในตลาดสด เป็นต้น ตั้งกฎห้ามใช้เงินเก็บที่มีมาแต่เดิมและจำกัดการใช้เงินอยู่ในงบ 100 หยวน ในเวลา 10 วัน ถ้าอยากใช้เงินต้องหางานทำให้ได้ วิถีชีวิตเช่นนี้เป็นการทดสอบความสามารถในการเลี้ยงตัวเอง เป็นที่คุ้นเคยกันดีในสังคมแบบตะวันตก แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ตัวละครเหล่านี้ยอมละทิ้งงานที่มั่นคง ครอบครัวที่มีแต่ความรักไปแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า “อิสรภาพ”

ถ้าเช่นนั้น เส้นทางที่พวกเขาเลือกเดินสวนทางกับความเป็นจริงหรือไม่

การไขว่คว้าอิสรภาพและปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการต่างๆ ไม่ได้หมายถึงการยอมละทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อไปเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ อย่างไร้จุดหมาย ลองคิดง่ายๆ ว่า หากเราปล่อยให้พ่อแม่ที่สูงวัยอยู่บ้านด้วยสภาพจิตใจที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล ไม่รู้ว่าลูกสุดที่รักไปตกชะตากรรมลำบากอย่างไร ไหนจะสุขภาพที่ไม่สู้แข็งแรงเหมือนตอนหนุ่มสาว การออกไปเผชิญโลกกว้างภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่พึงกระทำหรือไม่ การที่เราอยากทำอะไรก็ทำโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา ถึงจะเรียกว่าเป็นอิสระ แต่ก็เป็นอิสระที่ไร้ขอบเขตเกินความพอดี ชีวิตจริงย่อมแตกต่างจากชีวิตในอุดมคติที่ใครๆ สามารถทำอะไรตามใจฝัน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ สังคมคงจะวุ่นวายน่าดู

เป็นที่ยอมรับกันดีว่า บรรดาลูกโทนชาวจีนยุคนี้มักได้รับการเลี้ยงดูฟูมฟักอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง พ่อแม่ต่างให้ความสำคัญกับการอัดความรู้และความสามารถพิเศษให้ลูกโดยไม่ให้เด็กมีโอกาสเลือกคิด เลือกทำ เลือกเรียนในสิ่งที่ตนชอบ รูปแบบชีวิตเช่นนี้ค่อยๆ พบเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในบรรดาคนเมืองที่นับวันจะมีฐานะมั่นคง พ่อแม่จะเป็นผู้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่พวกเขา ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน หน้าที่การงาน ตลอดจนคู่ครอง พวกเขามีความรู้ท่วมหัว แต่กลับไม่มีภูมิคุ้มกันในการก้าวสู่สังคมที่เต็มไปด้วยคนมากหน้าหลายตา

เหอตง () ตัวละครเอกในละครเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมเช่นนี้ ด้วยความปรารถนาดี แม่อยากให้เขาเป็นข้าราชการเพราะเป็นงานที่มั่นคงและยั่งยืน จึงฝากเนื้อฝากตัวกับผู้ใหญ่ ทั้งๆ ที่รู้แก่ใจว่าไม่ใช่งานที่ลูกชอบ ทุกเย็น แม่เขาจะขี่จักรยานไปรอลูกที่หน้าสำนักงานเพื่อรอกลับบ้านด้วยกัน แม้แต่ว่าที่ลูกสะใภ้ก็ยังมองหาคนที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดให้แก่ลูก สิ่งที่แม่ของเขาทำเรียกว่าเป็น “สิ่งที่ดีที่สุด” ในสายตาของผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน แต่สำหรับมุมมองของผู้รับแล้ว สิ่งที่ว่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ จุดหักเหในชีวิตของ เหอตง คือ การยอมทิ้งหน้าที่การงานที่มั่นคง ถอนตัวจากงานแต่งกลางคัน เพื่อไปแสวงหาชีวิตใหม่ที่เต็มไปด้วยอิสระเสรีในการดำเนินชีวิต ไม่ต้องมีพ่อแม่คอยชี้นำ แม้แต่ช่วงที่พ่อเขาล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง ยังไม่ยอมบอกลูก เพราะรู้ว่าอิสรภาพและการออกเผชิญโลกกว้างมีความสำคัญสำหรับลูกเพียงใด ไม่อยากให้ความฝันของลูกต้องจบลงกลางคัน ท้ายที่สุด เขาก็จบชีวิตลงอย่างน่าเวทนา ฝ่ายเหอตงก็เสียใจไม่น้อยกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ทุกอย่างก็สายเกินแก้แล้ว

ประเด็นร้อนที่กำลังถกเถียงกันอย่างถึงพริกถึงขิงก็คือ “อิสรภาพ” ที่ตัวละครเอกในเรื่องนี้อยากมี เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในชีวิตจีน แฟนๆ รุ่นใหญ่ต่างมองว่า อิสระเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์เรามาทุกคน แต่เราต่างก็มีภาระรับผิดชอบที่ต้องทำเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการรับผิดชอบต่อโลกใบนี้ สังคมแห่งนี้ ครอบครัว หรือแม้กระทั่งตัวเอง โดยเฉพาะสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การสามารถดำรงอยู่ได้อย่างปกติสุขคือ การรักษาสัมพันธภาพระหว่างอิสระและความรับผิดชอบได้อย่างลงตัว

ขณะที่ผู้ชมวัยหนุ่มสาวที่มีประสบการณ์ตรง กลับเห็นด้วยกับการกระทำของตัวละครในเรื่อง และมีแนวโน้มว่าจะยึดเป็นแบบอย่างในการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตนเอง หลายคนมองว่าชีวิตที่ถูกชี้นำเป็นชีวิตที่ไร้ซึ่งความสุข ไร้ซึ่งความคิดที่เป็นของตัวเอง ไร้ซึ่งอิสรภาพในการเลือกทำสิ่งที่ตนชอบ

สิ่งที่เราเรียนรู้จากละครเรื่องนี้คือ ไม่ว่าจะเป็นการขาดอิสรภาพหรือการมีอิสรภาพแบบไร้ขอบเขต ย่อมสร้างความทุกข์ใจให้แก่มนุษย์เราทั้งสิ้น ขงจื๊อเคยกล่าวถึงสัมพันธภาพระหว่างอิสรภาพกับขอบเขตไว้ว่า “มนุษย์เราย่อมทำอะไรตามใจคิดได้ ขอเพียงไม่เกินขอบเขตที่กำหนดไว้” นี่คงเป็นความหมายที่แท้จริงของอิสรภาพที่หลายคนพร่ำหากระมัง

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด ราชบุรี เอฟซี พบ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ฟุตบอลไทยลีก วันนี้ 4 เม.ย.69