posttoday
บทเรียนจาก "ชาร์ป" สถานะผู้นำสู่ตำแหน่งรั้งท้าย

บทเรียนจาก "ชาร์ป" สถานะผู้นำสู่ตำแหน่งรั้งท้าย

02 กันยายน 2555

ซามูไรดาบหัก จากยอดนักรบลดเหลือเพียงอดีตที่ไม่อาจหวนคืน ชาร์ป คอร์ป เผชิญชะตากรรมอ่วม บริษัทขาดทุนหนัก หลังเจอพิษเงินเยนแข็งสินค้าสู้คู่แข่งไม่ได้ จนระดับร่วงลงเทียบเท่า “ขยะ”

ซามูไรดาบหัก จากยอดนักรบลดเหลือเพียงอดีตที่ไม่อาจหวนคืน ชาร์ป คอร์ป เผชิญชะตากรรมอ่วม บริษัทขาดทุนหนัก หลังเจอพิษเงินเยนแข็งสินค้าสู้คู่แข่งไม่ได้ จนระดับร่วงลงเทียบเท่า “ขยะ”

นับเป็นสถานการณ์ที่สร้างความตกตะลึงจนพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว เมื่อบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของญี่ปุ่นอย่าง “ชาร์ป คอร์ป” จะออกมาประกาศถึงสภาพการณ์ของบริษัทในปัจจุบันที่ขาดทุนอย่างสาหัสสากรรจ์จนใกล้ล้มละลาย

เนื่องจากไม่มีใครเคยคาดคิดว่าบริษัทซึ่งครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ถึงขั้นรั้งอันดับต้นๆ ของโลก และก่อตั้งมาอย่างยาวนานร่วมร้อยปีจะเดินทางมาประสบกับวิกฤตเลวร้ายที่สุด โดยลำพังเพียงแค่ช่วงเดือน เม.ย.มิ.ย.ที่ผ่านมา ชาร์ปขาดทุนไปแล้วถึง 5.5 หมื่นล้านบาท

ถือเป็นจำนวนที่มากกว่าที่ชาร์ปเคยประเมินไว้ก่อนหน้าการเปิดเผยผลประกอบการดังกล่าวว่า ตลอดทั้งปีชาร์ปมีแนวโน้มขาดทุนที่ 1 แสนล้านเยน (ราว 3.99 หมื่นล้านบาท)

หรืออาจตีความได้ว่า การขาดทุนของชาร์ปในปีนี้อาจจะมากกว่าตัวเลขที่คาดการณ์กันไว้นั่นเอง

ผลลัพธ์ที่ได้ส่งผลให้ราคาหุ้นในตลาดของชาร์ปปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และเพิ่งจะทำสถิติลดลงเหลือต่ำที่สุดในรอบ 37 ปี เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา โดยมีราคาขายต่อหุ้นเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 198 เยน (ราว 78.9 บาท) จากที่เคยอยู่ที่ราคา 550 เยนต่อหุ้น (ราว 219.18 บาท)

นอกจากนี้ บรรดาสถาบันการเงินต่างๆ ยังได้พร้อมใจออกมาคาดการณ์ต่อไปอีกว่า มูลค่าของชาร์ปมีแนวโน้มจะลดต่ำลงไปเรื่อยๆ ไล่เรียงตั้งแต่ ดัตช์ ซีเคียวริตี ที่มองว่า ชาร์ปจะขาดทุนอีก 1.59 แสนล้านเยน (ราว 6.3 หมื่นล้านบาท) หรือโกลด์แมน แซคส์ ที่คาดว่าชาร์ปจะขาดทุนอีก 1.5 แสนล้านเยน (ราว 5.99 หมื่นล้านบาท)

สถานการณ์ของชาร์ปยังเดินหน้าเข้าสู่ความเลวร้ายมากขึ้นไปอีก เมื่อล่าสุด สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ประกาศหั่นเครดิตบริษัท ชาร์ป คอร์ป ลง 2 ขั้น มาอยู่ที่ระดับ BB+ หรือระดับขยะ ที่ไม่แนะนำให้ลงทุน

ทั้งนี้ เอสแอนด์พีให้เหตุผลของการปรับลดอันดับเครดิตไว้ว่า เป็นผลมาจากการที่ชาร์ปกำลังเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องจนต้องพึ่งพาเงินกู้ระยะสั้นจำนวนมาก อีกทั้งสถานการณ์ของตลาดที่ย่ำแย่ที่ทำให้ปริมาณความต้องการสินค้าของชาร์ปลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง

บทเรียนจาก "ชาร์ป" สถานะผู้นำสู่ตำแหน่งรั้งท้าย

 

เรียกได้ว่า สรุปความเสียหายโดยเบ็ดเสร็จแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2555 ชาร์ป คอร์ป สูญเสียมูลค่าทางการตลาดไปแล้ว 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.17 แสนล้านบาท) จนบีบให้ชาร์ปไม่เหลือทางเลือกอื่น นอกจากการตัดลดต้นทุนด้วยการปลดพนักงานครั้งแรกในรอบ 62 ปี ที่จำนวน 5,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 15% จากพนักงานทั้งหมด 5.7 หมื่นคนในปัจจุบัน

แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งของผลประกอบการที่ย่ำแย่นี้เป็นผลมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่อยู่ในภาวะซบเซาอย่างหนัก โดยเฉพาะตลาดส่งออกหลักของญี่ปุ่นอย่างสหรัฐและยุโรป ทำให้ปริมาณความต้องการสินค้าลดลงจนน่าใจหาย กับการเก็งกำไรในค่าเงินเยนของบรรดานักลงทุนทั่วโลกที่ทำให้สกุลเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นจนทำให้ราคาสินค้าส่งออกของแดนปลาดิบแพงกว่าคู่แข่งหลายเท่าตัว

อย่างไรก็ตาม ความจริงอีกส่วนหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ การขาดทุนอย่างหนักหนาสาหัสของชาร์ปในครั้งนี้ เป็นผลมาจากความล้มเหลวของ ชาร์ป คอร์ป เองที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดจากบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้ เช่น ซัมซุง ที่นับวันจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ชาร์ป คอร์ป คิดค้นพัฒนาสินค้า โดยหลงลืมที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดอื่นที่ไม่ใช่ยุโรปและสหรัฐ ซึ่งเน้นราคาเป็นหลัก ส่งผลให้บรรดาคู่แข่งซึ่งมีคุณภาพสูสีกันแต่ขายในราคาที่ถูกกว่า คว้าใจกลุ่มเป้าหมายของชาร์ปไปเต็มๆ

เห็นได้จากการเติบโตของผู้ผลิตโทรทัศน์ในไต้หวันอย่าง ฮอน ไฮ ที่ชาร์ปกำลังเดินหน้าเจรจาขายหุ้นให้อยู่ในขณะนี้ หรือความสำเร็จในยอดขายของซัมซุง ซึ่งได้รับความนิยมเนื่องมาจากคุณภาพสูสีในราคาไม่แพง

ขณะเดียวกัน การที่ชาร์ปมัวพัฒนามุ่งสู่ความเป็นเลิศในการผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งในกรณีของชาร์ปคือการผลิตจอแอลอีดี โดยไม่คิดพัฒนาต่อยอดแตกหน่อสร้างความหลากหลายให้กับสินค้าของตนเอง ก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมเสถียรภาพของบริษัทในระยะยาว

สติช ลีลี นักวิเคราะห์จากฟรอสต์และซัลลิแวน กล่าวว่า แม้ชาร์ปจะเป็นหนึ่งในหลายๆ บริษัทของญี่ปุ่นที่กำลังกล้ำกลืนกับช่วงขาลงของตนเอง แต่สถานการณ์ของชาร์ปเลวร้ายกว่าเพื่อนหลายเท่า

 

“ในขณะที่โซนี่ยังมีโทรศัพท์ วิทยุ หรืออุปกรณ์เล่นเพลงแบบพกพา แต่ชาร์ปกลับมีเพียงแค่ธุรกิจโทรทัศน์ที่เป็นดาวเด่นอยู่ในมือแค่เพียงอย่างเดียว” ลีลี กล่าว

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งยังได้แสดงความเห็นในทำนองเตือนสติชาร์ป รวมถึงบรรดาบริษัทอื่นๆ ในญี่ปุ่นอีกว่า อย่ามัวแต่ยึดติดกับความสำเร็จที่ผ่านมา และชาร์ปจะต้องลืมตามองความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้เสียที

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า โมเดลความสำเร็จที่เคยใช้ได้ผลมาในอดีต ไม่อาจใช้ได้แล้วในปัจจุบัน เนื่องจากสถานการณ์และเงื่อนไขต่างๆ บนเวทีเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท