
‘ไอแซค’ดันน้ำมันพุ่ง
ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นหลังพายุไอแซคถล่มอ่าวเม็กซิโก ส่งผลให้มีการยุติผลิตน้ำมันชั่วคราว
ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นหลังพายุไอแซคถล่มอ่าวเม็กซิโก ส่งผลให้มีการยุติผลิตน้ำมันชั่วคราว
ราคาน้ำมันในตลาดเอเชียปรับตัวสูงขึ้น เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังมีรายงานว่า พายุโซนร้อนไอแซค ซึ่งพัดถล่มอ่าวเม็กซิโกอย่างหนัก เมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาและกำลังมุ่งหน้ายังรัฐทางตอนใต้ของสหรัฐนั้น ส่งผลให้ต้องมีการระงับการผลิตน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโกลงเกือบ 1 ใน 4 ของการผลิตทั้งหมด
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เดือน ต.ค. พุ่งขึ้น 1.03 เหรียญสหรัฐ แตะที่ 97.18 เหรียญสหรัฐ (ราว 2,915 บาท) ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ส่งมอบเดือน ต.ค. พุ่งขึ้น 1.25 เหรียญสหรัฐ แตะที่ 114.84 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,445 บาท) ต่อบาร์เรล ในการซื้อขายทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตลาดเอเชียในช่วงเช้าของวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา
“พายุโซนร้อนที่พัดถล่มอ่าวเม็กซิโกส่งผลให้มีการระงับการผลิตในอ่าวเม็กซิโกลงเพื่อความปลอดภัย” วิกเตอร์ ชัม จากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานเปอร์วิน แอนด์ เกิร์ทซ์ ในสิงคโปร์ ระบุพร้อมเผยว่า เหตุเพลิงไหม้โรงกลั่นน้ำมันที่เวเนซุเอลายังเป็นอีกปัจจัยที่ดันราคาน้ำมันพุ่ง
ด้านบีพีบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษและผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่สุดในอ่าวเม็กซิโกและเชฟรอน บริษัทพลังงานของสหรัฐต่างเผยว่า ได้สั่งระงับการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวเม็กซิโกทั้งหมดแล้ว พร้อมสั่งอพยพเจ้าหน้าที่ท่ามกลางคำเตือนของทางการสหรัฐว่า พายุไอแซคอาจยกระดับเป็นพายุเฮอริเคนใน 24 ชั่วโมงข้างหน้านี้
ทั้งนี้ อ่าวเม็กซิโกถือเป็นแหล่งพลังงานนอกชายฝั่งหลักของสหรัฐ โดยมีการผลิตน้ำมันดิบมากถึง 23% และก๊าซธรรมชาติ 7% ของการผลิตทั่วประเทศที่อ่าวแห่งนี้
นอกจากนี้ พายุไอแซคยังส่งผลให้ทางพรรครีพับลิกันต้องเลื่อนการจัดการประชุมใหญ่ของพรรค เพื่อเลือกตัวแทนลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐออกไปอีกด้วย โดยจากเดิมที่ต้องเปิดฉากขึ้นในวันที่ 27 ส.ค. เลื่อนเป็น 28 ส.ค. แทน







