
"โลกร้อน" คุกคามหนัก ถึงคราวจีนทบทวนแผนรับมือ
กลายเป็นประเด็นฮือฮาชวนพรั่นพรึงไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
กลายเป็นประเด็นฮือฮาชวนพรั่นพรึงไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม สำหรับการเปิดเผยภาพถ่ายจากอวกาศขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซา) ที่แสดงให้เห็นว่า การละลายของเปลือกแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ในเกาะกรีนแลนด์ที่ขั้วโลกเหนือเกิดขึ้นในอัตราที่เร็วและดำเนินไปอย่างกว้างขวางที่สุด ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
หลักฐานจากภาพถ่ายยืนยันอย่างชัดเจนว่า การหลอมละลายของแผ่นน้ำแข็งในปีนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วชนิดทุบสถิติ โดยใช้ระยะเวลาสั้นๆ เพียง 4 วันเท่านั้น หรือนับตั้งแต่วันที่ 8-11 ก.ค. และการหลอมละลายได้ขยายตัวจากเดิมที่ 40% ของพื้นที่เป็น 97% ของพื้นที่ ซึ่งหมายความว่า กระทั่งส่วนที่หนาวเย็นที่สุดของพื้นผิวเกาะก็มีการละลายไปด้วย
เรียกได้ว่า เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่ปี 2432 จนนำไปสู่ข้อสงสัยและข้อถกเถียงมากมายถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น
เพราะผลพวงจากฝีมือมนุษย์ที่ก่อภาวะเรือนกระจกจนทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นหรือไม่
หรือเพราะเป็นปรากฏการณ์คลื่นความร้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้อยู่แล้วตามธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะยังไม่ทราบคำตอบที่แน่ชัดถึงสาเหตุที่แท้จริง แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งได้ออกมาแสดงความกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยเกรงว่าการละลายของแผ่นผืนน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนืออย่างผิดปกตินี้ อาจจะทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกในอนาคต
แถมอาจจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของระดับการหลอมละลายแผ่นน้ำแข็งทั้งแผ่นของกรีนแลนด์ที่มีขนาดใหญ่กว่าหลายๆ ประเทศในอีกไม่นานนัก
จนในที่สุด การละลายของแผ่นน้ำแข็งทั่วโลกก็จะทำให้ระดับน้ำทะเลของโลกเพิ่มขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้อยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะผลการวิจัยจำนวนไม่น้อยที่สำนักข่าวรอยเตอร์สรวบรวมไว้เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในช่วงปี 2523-2553 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่อุณหภูมิพื้นผิวโลกที่เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 0.17 องศาเซลเซียส ในขณะเดียวกันก็มีผลทำให้ระดับน้ำทะเลในช่วงระหว่างปี 2548-2553 เพิ่มขึ้นถึง 2.3 มิลลิเมตร
รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยที่จัดทำโดยศูนย์ศึกษาสภาพบรรยากาศโลก แห่งมหาวิทยาลัยเรดดิง ประเทศอังกฤษ ซึ่งเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา ภาวะโลกร้อนส่งผลให้ทะเลน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือลดลงถึง 40% ขณะที่การหลอมละลายในทะเลน้ำแข็งดังกล่าวก็ยิ่งจะรุนแรงขึ้นในช่วง 20 ปีหลังจากนี้
ทว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น คือ การคาดการณ์ว่าในอีกไม่ช้าหากทุกอย่างยังเป็นอยู่เช่นนี้ แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกจะหลอมละลายลงหมดในสิ้นศตวรรษนี้ หรืออย่างเร็วสุดคือในปี 2563
กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงคุกคามแทบทุกประเทศ โดยมีชีวิตผู้คนอีกหลายร้อยล้านคนทั่วโลกเป็นเดิมพัน
เพราะในปัจจุบันผู้คนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และอยู่ใกล้กับพื้นที่ชายฝั่งได้เพิ่มจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับแนวโน้มของมหันตภัยที่จะเกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง
เห็นได้จากในปี 2493 เมืองที่เสี่ยงมีเฉพาะแค่มหานครนิวยอร์กกับกรุงโตเกียวเท่านั้น แต่ปัจจุบันจำนวนของเมืองที่เสี่ยงได้เพิ่มขึ้นแล้วถึง 23 เมือง และในจำนวนนั้น 12 เมือง อยู่ในทวีปเอเชีย
เรียกได้ว่า การตกอยู่ในความเสี่ยงส่งผลให้ผู้คนเหล่านี้ต้องเผชิญภัยคุกคามที่คืบคลานเข้ามาหาช้าๆ อย่างที่ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ เช่น กรณีน้ำทะเลรุกล้ำ หรือปัญหาน้ำท่วม
ทั้งนี้ เฉพาะแค่เพียงกรณีน้ำท่วม หลายต่อหลายเมืองในภูมิภาคเอเชียในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาต่างรู้ซึ้งกันเป็นอย่างดีว่า ภัย “น้ำท่วม” ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรือเรื่องที่ทำใจยอมรับให้เป็นไปตามชะตากรรมได้อีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น บางเมืองในเอเชียถึงกับตกอยู่ในสถานะความเสี่ยงสูงสุดจากเหตุอุทกภัยเลยทีเดียว
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า เมืองดังกล่าวมีสิทธิแปรสภาพกลายเป็นเมืองบาดาลได้ในอนาคต ซึ่งรวมถึงกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย ที่ผู้เชี่ยวชาญได้คาดการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2573 พื้นที่บางส่วนของเมืองอาจต้องจะจมอยู่ใต้ทะเล หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่รีบดำเนินการป้องกันพื้นที่ตามแนวชายฝั่งทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ในระดับต่ำกว่าน้ำทะเล ซ้ำร้ายในแต่ละปีพื้นดินก็ทรุดต่ำลงไปในแต่ละปี 1.55 เซนติเมตร
อย่างไรก็ตาม ลำพังเพียงแค่การเพิ่มขึ้นของชุมชุนเมืองใหญ่ตามแนวชายฝั่งทะเลอาจไม่ใช่เหตุผลเดียวที่นำไปสู่ความเสี่ยง หากเมืองหรือประเทศนั้นๆ มีการวางแผนรับมือกับภัยพิบัติเป็นอย่างดี และมีโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่พร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นได้ดีพอ
ทว่า ความเป็นจริงที่น่าเศร้าก็คือ การขยายตัวของเมืองใหญ่โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย กลับไร้ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาเกือบทั้งหมด
ทั้งนี้ สาเหตุหลักสืบเนื่องมาจากหลายประเทศในเอเชียในขณะนี้มุ่งสนใจแต่การพัฒนาเศรษฐกิจและการขยายเมืองอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองกับกระแสความมั่งคั่งที่หลั่งไหลเข้ามา ท่ามกลางภาวะที่เขตเศรษฐกิจหลักของโลก อย่างเช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น กำลังเผชิญกับปัญหา จนหลงลืมการพัฒนาปฏิรูปอย่างมีแบบแผนในระยะยาว พร้อมๆ กับการเตรียมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ
หลักฐานยืนยันความเฉยเมยเห็นได้จากการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมตามแถบชายฝั่งภาคใต้ของจีน ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ทั้งๆ ที่บริเวณดังกล่าวเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมอย่างมาก หากเกิดกรณีน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น
ดังนั้น อาจเรียกได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์น้ำทะเลสูงขึ้น หรือภัยพิบัติต่างๆ เมืองที่อยู่ตามชายฝั่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียย่อมเสี่ยงเผชิญกับความเสียหายมากกว่า เมื่อเทียบกับเมืองที่อยู่ติดชายฝั่งด้วยกันอย่างในประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีการวางแผนเตรียมการรับมืออย่างมีศักยภาพและประสิทธิภาพ เช่น ญี่ปุ่น หรือสหรัฐ
กระแสความหวาดวิตกถึงปัจจัยเสี่ยงคุกคามภูมิภาคเอเชีย ซึ่งอาจส่งผลให้สถานะดาวรุ่งเศรษฐกิจโลกสะดุดลง ได้รับการตอกย้ำอย่างชัดเจนอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่ออกมาเตือนว่า การขยายตัวของชุมชนเมืองอย่างรวดเร็ว และการขาดการวางผังเมืองและโครงสร้างสาธารณูปโภคที่ดี ในหลายๆ เมืองของเอเชียกำลังเดินหน้าสู่ความเสี่ยงและอันตรายที่มาจากภัยธรรมชาติที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
“ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น เช่น น้ำท่วม เมื่อประกอบกับความเสี่ยงที่มาจากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง กำลังทำให้เมืองใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในเอเชียหลายประเทศ ซึ่งขาดการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและการวางแผน เสี่ยงจะได้รับผลกระทบร้ายแรงมากขึ้น” ชังยองลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ เอดีบี กล่าว พร้อมยกตัวอย่างเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 60 ปี ของกรุงปักกิ่ง และเหตุน้ำท่วมในกรุงมะนิลา ว่าถึงแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นจากน้ำทะเลสูงขึ้นโดยตรง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการวางแผนสร้างเมืองที่ไร้ประสิทธิภาพ จนทำให้สิ่งปลูกสร้างจำนวนมากขวางทางน้ำไหลที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
นอกจากนี้ เมเปิลครอฟต์ บริษัทผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงชั้นนำจากอังกฤษ ก็ได้ออกรายงานการจัดอันดับ 197 ประเทศทั่วโลกที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ระบุสอดคล้องไปในทางเดียวกับเอดีบี ว่าหลายประเทศในเอเชียที่ขาดการวางแผนผังเมืองและขาดการแผนการรองรับกับภัยพิบัติได้ดี เช่น อินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว พม่า บังกลาเทศ เสี่ยงผจญกับภัยธรรมชาติมากที่สุด
ขณะเดียวกันด้วยภาวะความเสี่ยงที่มากขึ้น ส่งผลให้บรรดาบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่หลายแห่งที่ให้บริการคุ้มครองด้านภัยพิบัติ เริ่มหันมาประเมินท่าทีและต้นทุนในการคุ้มครองผู้เอาประกันใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ได้บทเรียนราคาแพงจากเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ของไทย เมื่อช่วงปลายปี 2554 ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายจากการขอรับเงินประกันที่สูงถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.2 แสนล้านบาท) โดยเป็นความเสียหายหลักๆ จากภาคโรงงานอุตสาหกรรม
“ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้เราต้องหันมาประเมินความเสี่ยงและนิยามภัยจากน้ำท่วมกันใหม่หมด เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นต่อพื้นที่นั้นๆ เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงผลกระทบต่อจากนั้น เช่น น้ำท่วมที่เขตนิคมอุตสาหกรรมไทย จนส่งผลกระทบต่อสายพานการผลิตอื่นๆ ไปทั่วโลก” โทเบียส ฟานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทประกันภัย มิวนิก รี ประจำสาขาเอเชียแปซิฟิก กล่าว
ทางด้าน สกอต ไรลี รองประธานฝ่ายเอเชียแปซิฟิก บริษัท กาย คาร์เพนเตอร์ ผู้ให้บริการประกันภัยแก่โรงงานอุตสาหกรรมรายใหญ่ของโลก กล่าวว่า ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทำให้บริษัทจำเป็นต้องระบุถึงขอบเขตความคุ้มครองที่บริษัทจะจ่ายให้หากเกิดความเสียหายให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อตัดวงจรของการที่ต้องมาจ่ายในสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นอกจากนี้ ไรลี ยังระบุต่ออีกว่า ปัจจุบันบรรดาบริษัทประกันในหลายประเทศเริ่มหันมาจำกัดความเสี่ยงที่จะให้ความคุ้มครองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดยอดวงเงินการขอรับเงินประกัน หรือทำการศึกษาข้อมูลและสถิติในอดีตให้ละเอียดมากขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อความผันแปรและความเสี่ยงจากธรรมชาติมีมากขึ้นและถี่ขึ้นจนไม่อาจกะเกณฑ์หรือคาดเดาได้ ดังนั้นอาจถึงเวลาแล้วที่ภูมิภาคเอเชียจะต้องใส่ใจกับการเตรียมแผนรับมือป้องกัน พร้อมวางแผนการพัฒนาให้รอบคอบครอบคลุมมากขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ความหวังที่จะเติบโตแต่เพียงอย่างเดียว แต่ปราศจากพื้นฐานที่แน่นหนามั่นคง
เพราะมิเช่นนั้นแล้วทุกอย่างที่ทำมาจะพังครืนและหายไปในพริบตาได้







