posttoday
พม่าชู'อินโดนีเซีย-สิงคโปร์'ต้นแบบพัมนาชาติ

พม่าชู'อินโดนีเซีย-สิงคโปร์'ต้นแบบพัมนาชาติ

12 สิงหาคม 2555

นับตั้งแต่พม่าเริ่มดำเนินนโยบายเปิดประเทศเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทุกสิ่งอย่างต่างหลั่งไหลเข้ามาสู่พม่าอย่างไม่ขาดสาย

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

นับตั้งแต่พม่าเริ่มดำเนินนโยบายเปิดประเทศเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทุกสิ่งอย่างต่างหลั่งไหลเข้ามาสู่พม่าอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นเสียงชื่นชมยินดีจากนานาชาติ ตลอดจนโอกาสทางการค้าการลงทุนจากบรรดาบริษัทต่างชาติที่ตามมาอีกนับไม่ถ้วน โดยมีบริษัท เป๊ปซี่โค อิงค์ ผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมรายใหญ่ของโลกที่สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศเตรียมบุกตลาดพม่าเป็นรายล่าสุด

อย่างไรก็ตาม การเปิดประเทศของพม่าครั้งนี้ ก็นับได้ว่าไม่ได้เปิดประตูอ้าซ่าอย่างไม่ลืมหูลืมตา ขาดการวางแผนที่ดี

ตรงกันข้าม ต้องชื่นชมว่าการเดินหน้าเปิดประเทศของพม่าดำเนินการไปอย่างค่อนข้างจะมีทิศทาง ขณะที่ผู้นำประเทศก็ไม่ได้มองการปฏิรูปเป็นเพียงแค่การให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนและตักตวงผลประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมองเห็นถึงการใช้โอกาสนี้ในการเร่งพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในชนบทที่ยังล้าหลัง พร้อมยกระดับทักษะและความสามารถของคนในประเทศ

กระนั้น ต้องยอมรับว่าการจะประสบความสำเร็จในการปฏิรูปประเทศให้เป็นรูปเป็นร่างที่ดีได้นั้น พม่าก็ไม่อาจลองผิดลองถูกด้วยตนเองได้เสมอไป เพราะนอกจากจะเสียเวลาแล้ว ก็อาจจะต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจส่งผลให้การปฏิรูปที่ทำท่าจะไปได้สวยต้องสะดุดติดหล่มอย่างน่าเสียดาย

ดังนั้น อีกหนทางหนึ่งที่ถือเป็นธรรมเนียมสากลนิยมซึ่งใช้เป็นทางลัดในการพัฒนาปฏิรูปชาติบ้านเมืองได้เป็นอย่างดีก็คือการเรียนรู้ดูแบบจากประเทศอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างดีเป็นสำคัญ

และแม่แบบการพัฒนาปฏิรูปที่สำคัญของพม่าก็ไม่ใช่ที่ไหนไกล นอกจากประเทศเพื่อนบ้านในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อย่างประเทศอินโดนีเซียและประเทศสิงคโปร์

พม่าชู'อินโดนีเซีย-สิงคโปร์'ต้นแบบพัมนาชาติ

 

เริ่มจากกรณีการศึกษาตัวแบบที่มาจากอินโดนีเซีย ซึ่งประสบความสำเร็จในการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาความยากจนของคนรากหญ้าผ่านการจัดตั้งธนาคารดอกเบี้ยต่ำที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและเกษตรกรผู้มีรายได้ต่ำสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้เป็นทุนประกอบอาชีพสร้างเนื้อสร้างตัว โดยประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่พม่าสนใจอย่างมาก เพราะในขณะนี้เกษตรกรซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70 ของแรงงานทั้งประเทศยังคงจมอยู่กับภาวะหนี้สิน

ปัญหาข้างต้นส่วนหนึ่งมาจากการที่เหล่าเกษตรกรไม่มีความสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกได้ ดังนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันพึ่งแหล่งเงินกู้จากตลาดมืดที่ขูดดอกเบี้ยแบบมหาโหด จนต้องตกอยู่ในสภาพหนี้ท่วมหัว เพราะผลผลิตและกำไรที่ได้มาจากการขายผลผลิตที่ได้นั้นต่ำกว่าเงินทุนที่กู้ยืมมา

ทั้งนี้ เตียนเสียน ชาวนาพม่าวัย 62 ปี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ว่า รายได้ที่มาจากการทำนาแทบไม่มีเหลือ เพราะเมื่อถัวเฉลี่ยเงินที่ทำได้ต่อวันจะเหลืออยู่ที่ 4 เหรียญสหรัฐ (ราว 124 บาท) ขณะที่ต้นทุนการทำนาอยู่ที่ 6 เหรียญสหรัฐ (ราว 186 บาท)

เรียกได้ว่า นอกจากไม่ได้กำไรแล้ว เกษตรกรยังต้องขาดทุนให้ช้ำใจเล่น เพราะเงินที่เตียนเสียนได้นี้ไม่เพียงพอเลี้ยงดูครอบครัว ส่งผลให้ทุกวันนี้เตียนเสียนต้องอดข้าว 1 มื้อ เพื่อให้มีรายได้พอที่จะไปเลี้ยงดูภรรยาและลูกๆ ที่อยู่ในบ้าน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ทางการพม่าริเริ่มจัดตั้งธนาคารเพื่อการเกษตรขึ้นมาเป็นครั้งแรก เหมือนเช่นที่อินโดนีเซียเคยทำ เพื่อให้การสนับสนุนเงินทุนแก่เกษตรกรและประชาชนรากหญ้าซึ่งมีรายได้ต่ำ สำหรับการประกอบอาชีพเมื่อ 2 เดือนก่อน

ทว่าเป้าหมายการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ชนบทดูจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การแก้ปัญหาความยากจนด้วยการเปิดโอกาสให้เข้าถึงเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยต่ำเท่านั้น

เพราะดูเหมือนว่า รัฐบาลพม่าจะมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไปไกลถึงขนาดจะยกระดับพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะ “ข้าว” ให้เพิ่มมากขึ้นทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เนื่องจากเป็นสิ่งที่พม่าแอบหวังอยู่ลึกๆ ไม่น้อยว่าจะทำให้ประเทศหวนกลับคืนสู่สถานะของผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกเหมือนเมื่อ 50 ปีก่อน ที่พม่าเคยดำรงตำแหน่งมาแล้วในอดีต

หากเป็นไปตามแผนดังกล่าวข้างต้น ทางการพม่าเชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตและลดปัญหาความยากจนของคนในประเทศได้ค่อนข้างมาก เพราะเมื่อใดที่สามารถส่งออกข้าวไปขายได้ในปริมาณมหาศาล รายได้ที่จะเข้าสู่ประเทศและถึงมือประชาชนย่อมมากขึ้นตามไปด้วย

สิ่งที่คาดหวังนี้มิใช่แผนการที่เป็นไปอย่างเลื่อนลอย เนื่องจากปัจจุบันทางการพม่าได้ริเริ่มสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวและพืชผลทางการเกษตรที่มีคุณภาพสูงจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรชั้นนำจากต่างประเทศมากขึ้น เช่น มอนซานโตและดูปองท์ อีกทั้งยังสนับสนุนการใช้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิต

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งออกมาติงว่ารูปแบบการพัฒนาที่พม่ายึดแบบอย่างจากอินโดนีเซีย อาจจะไม่ก่อประโยชน์แก่ประชาชนคนรากหญ้าในภาคการเกษตรของพม่าตามที่คาดหวังไว้มากนัก

เพราะพม่าไม่ได้ดำเนินตามระบบที่อินโดนีเซียใช้อยู่ทั้งหมด เห็นได้จากการที่ธนาคารเพื่อการเกษตรส่วนใหญ่ในพม่านั้น ยังอยู่ในรูปแบบธนาคารพาณิชย์ภายใต้การถือครองโดยเอกชน ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากธนาคารเพื่อการเกษตรของอินโดนีเซียที่เป็นของรัฐโดยตรง

รูปการณ์ข้างต้นจึงอาจส่งผลให้ธนาคารเอกชนเหล่านี้ไม่กล้าปล่อยกู้ให้ภาคการเกษตรในพม่ามากตามที่ตั้งเป้าหมายกันไว้เบื้องต้น

“ปัญหาคือ ธนาคารเอกชนอาจจะลังเลในการปล่อยกู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ยากจน” เดวิด พาไซซ์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าว พร้อมย้ำว่า การปล่อยกู้เพียงอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาได้โดยปราศจากการพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานและกลไกการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบเสรี ซึ่งสิ่งนี้อินโดนีเซียรู้ดีด้วยเคยประสบมาแล้วกับตัว

สำหรับอีกหนึ่งต้นแบบการพัฒนาปฏิรูปประเทศที่พม่ายึดถือก็คือ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเล็กๆ ที่นักลงทุน นักธุรกิจ หรือแม้กระทั่งผู้นำค่อนโลกยอมรับในความสำเร็จ โดยหนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นก็คือการมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและแข็งแกร่ง

เรียกได้ว่าความแข็งแกร่งของคนเป็นสิ่งที่พม่าต้องการอย่างมากในเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่พม่ากำลังเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติและกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558

ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ทำให้ชาวพม่าตกอยู่ในสภาพล้าหลัง ขาดแคลนทั้งการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ตลอดจนการประกอบสัมมาชีพก็เป็นผลโดยตรงจากการปิดประเทศมาเป็นเวลานานนั่นเอง

หลักฐานยืนยันก็คือ ตัวเลขของจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมมีอยู่เพียงแค่ 30% ของจำนวนประชาชนทั้งประเทศเท่านั้น

“เราคาดว่าการหลั่งไหลของการลงทุนจากต่างชาติจะเข้ามาในประเทศ ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมพร้อมแรงงานที่มีฝีมือและทักษะในประเทศเอาไว้ให้พร้อม” อูเหมี่ยนเต็ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานพม่า กล่าว พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้พม่ากำลังมองไปที่การสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในระดับสูงของสิงคโปร์ เพื่อช่วยเหลือพม่าในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ

ด้านสถาบันการศึกษาทางด้านการฝึกอาชีพของสิงคโปร์ก็ออกมาตอบรับรัฐมนตรีแรงงานพม่าว่ายินดีที่จะช่วยเหลือพม่าและกำลังอยู่ในช่วงศึกษาว่ามีสิ่งไหนที่พอจะสามารถช่วยเหลือและนำประสบการณ์มาแบ่งปันได้บ้าง

ล่าสุดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สิงคโปร์โพลีเทคนิค สถาบันศึกษาด้านอาชีวะแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ ซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิเทมาเซก ในเครือบริษัท เทมาเซก จำนวน 2 แสนเหรียญสิงคโปร์ (ราว 5 ล้านบาท) ได้ตกลงให้ความช่วยเหลืออบรมฝีมือแรงงานพม่า เพื่อรับกับแผนการเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ และเพื่อเตรียมพร้อมแรงงานพม่าให้พร้อมต่อการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับทางกระทรวงแรงงานของพม่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ภายในเดือนหน้าก็จะมีสถาบันฝึกอาชีพเข้าไปดำเนินการอบรมทักษะฝีมือแรงงานในนครย่างกุ้ง

“ทั่วทั้งเอเชียกำลังต้องการการฝึกฝนทักษะอาชีพ เพราะตอนนี้ทุกคนเริ่มหันมาตระหนักแล้วว่า เราไม่ได้ต้องการผู้ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยอย่างเดียว แต่เรายังต้องการกลุ่มแรงงานในด้านเทคนิคที่ได้รับการฝึกปรือมาด้วย” เบเนดิกส์ ฉง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของมูลนิธิเทมาเซก กล่าว

ทั้งนี้ สิ่งที่พม่าจะต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนนอกเหนือจากการพัฒนาฝีมือแรงงานก็คือ การกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานในประเทศเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

“แต่ละกระทรวง แต่ละบริษัทต่างกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานไปกันคนละทิศคนละทาง โดยขาดความเป็นเอกภาพ ฉะนั้นเราจึงต้องการกำหนดทุกอย่างให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน” ดอขิ่นมาเอ หัวหน้าฝ่ายอบรมฝีมือแรงงานอิเล็กทรอนิกส์ของพม่า กล่าว พร้อมเผยว่า ขณะนี้พม่ากำลังศึกษาต้นแบบการกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานในสิงคโปร์ ซึ่งมีทั้งการอบรมและทดสอบในแรงงานทุกสาขาวิชาชีพ ไล่เรียงตั้งแต่วิศวกรไปจนถึงผู้ที่ทำงานภาคการบริการ เช่น ด้านการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพม่าจะสามารถก้าวไปตาม “โมเดล” ที่ศึกษามาเพื่อพัฒนาประเทศได้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้โลกได้รู้และประจักษ์แจ้งแก่สายตาในขณะนี้ก็คือ พม่าในปัจจุบันมีวิสัยทัศน์ มีการวางแผน และมีแนวทางในการพัฒนาที่ดี

และอีกไม่นานเกินรอ โลกอาจได้เห็น “พม่า” ในฐานะประเทศกำลังพัฒนาที่ทัดเทียมไม่น้อยหน้าใครในอาเซียนก็เป็นได้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท