
เด็กๆเป็นของพวกเรา...ไม่ใช่ของพวกเขา
“ตอนที่หนูมาเรียนที่นี่ใหม่ๆ หนูถูกเพื่อนๆ ล้อเลียนจนร้องไห้ทุกวัน” ซเวทลานา คัง เด็กหญิงลูกครึ่งอุซเบกิสถานได้เล่าให้ฟัง
“ตอนที่หนูมาเรียนที่นี่ใหม่ๆ หนูถูกเพื่อนๆ ล้อเลียนจนร้องไห้ทุกวัน” ซเวทลานา คัง เด็กหญิงลูกครึ่งอุซเบกิสถานได้เล่าให้ฟัง
คุณพ่อชาวเกาหลีของเธอได้พบกับคุณแม่ที่อุซเบกิสถาน จึงแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ปีที่แล้วได้พาครอบครัวย้ายกลับมาเกาหลีขณะที่เด็กน้อยอายุได้ 10 ขวบ ...เด็กๆ ลูกครึ่งรวมไปถึงคุณแม่หรือคุณพ่อที่เป็นชาวต่างชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันประสบกับปัญหาเดียวกันมาโดยตลอด คือ การยอมรับจากสังคม ความแตกต่างของครอบครัวที่แต่งงานข้ามชาติช่างเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับสังคมเกาหลีที่เคยมีอัตลักษณ์เป็นหนึ่งเดียวมาโดยตลอดหลายพันปี จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของเชื้อชาติประชากรครั้งใหญ่ เมื่อเกาหลีเปิดตัวสู่โลกราว 30 ปีที่ผ่านมา
จากข้อมูลของกระทรวงยุติธรรมเกาหลี พบว่า 4 ปีก่อน สถิติของการจดทะเบียนสมรสเป็นการแต่งงานข้ามชาติถึง 11% และมีคนต่างชาติอาศัยอยู่ในประเทศถึง 2% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 5% ในปี 2020 เนื่องจากการไหลเข้ามาของคนต่างชาติ ไม่ว่าจะมาใช้แรงงาน มาตามใบสั่งเจ้าสาวเพื่อการจับคู่แต่งงานกับชายเกาหลีโดยเฉพาะ หรือมาตามกระแสเกาหลีฟีเวอร์ ซึ่งจะทำให้อัตราการแต่งงานข้ามชาติเพิ่มขึ้นถึง 20% หรือมากกว่าในอนาคตอันใกล้ ...เฉพาะในกรุงโซลเมืองหลวงแห่งเดียว พบว่า มีคู่สมรสต่างชาติพักอาศัยอยู่ถึง 1.4 แสนคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 4.4 แสนคน ใน 20 ปีข้างหน้า
“เด็กๆ ลูกครึ่งเป็นของเรา ไม่ใช่ของพวกเขา” เป็นบทความตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์เกาหลีบทหนึ่งที่บอกเล่าปัญหาเชิงซ้อนในโครงสร้างสังคมเกาหลีที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งได้นำเสนอบทสัมภาษณ์ของเด็กๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความกลมกลืนและกลมเกลียวให้แก่เจ้าของพื้นที่เดิมกับผู้ที่เข้ามาใหม่ ... มีข้อมูลอีกเช่นกันค่ะ หลายปีก่อนกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการทำการสำรวจ พบว่า เด็กๆ ลูกครึ่งถึง 17.6% ถูกเพื่อนร่วมชั้นล้อเลียนหรือกลั่นแกล้ง กลายเป็นประสบการณ์อันเลวร้าย ซึ่งกว่า “พวกเขา” จะกลมกลืนกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันได้ต้องใช้เวลาเป็นปี หลังจากที่สามารถสื่อสารภาษาเกาหลีได้ดีขึ้นและเข้าใจในวัฒนธรรมเกาหลีมากขึ้น ดังนั้นหน่วยงานราชการและองค์กรไม่แสวงหากำไรจึงหันมาสนใจกับคำว่า “พวกเขา” มากขึ้น เพราะเด็กเหล่านี้ครึ่งหนึ่งเป็นเกาหลี แต่กลับถูกกีดกันออกไปจากสังคม จึงมีการประชาสัมพันธ์และเรียกร้องให้สื่อต่างๆ สร้างความเข้าใจในหลายระดับให้สังคมยอมรับความแตกต่าง และออกนโยบายช่วยเหลือเด็กๆ และมารดาต่างชาติให้สามารถอยู่ในสังคมและสามารถเรียนในโรงเรียนเกาหลีได้
ปลายปีที่แล้ว “เชกา” พบหนังสือ เบสต์เซลเลอร์ อันดับ 7 ประเภทหนังสือสำหรับเยาวชนเล่มหนึ่งที่ออกมาสร้างแรงกระแทกให้สังคมมากพอควร วรรณกรรมเรื่องนี้มีส่วนสร้างความเข้าใจในกลุ่มเยาวชนเกาหลีที่มีอัตราการอ่านหนังสือสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเป็นการใช้ปลายปากกาให้เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์อันดีเลิศ มิใช่อาวุธทำลายล้าง หนังสือชื่อว่า “กาแมซอ อันทอวอ ?.. ดำซะขนาดนี้ ไม่ร้อนหรือไง” เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กๆ ที่ชอบล้อเลียนเด็กลูกครึ่งเกาหลีกับต่างชาติที่ผิวคล้ำ ดำ หรือที่ย้ายมาจากประเทศอื่น ซึ่งกลายเป็นปมด้อยให้แก่เด็กที่ถูกล้อเลียนเสมอๆ เรื่องราวในหนังสือนี้ได้เผยให้เห็นจิตใจที่ขาวใสผ่องแผ้วดีงามของเด็กผิวสีดำคล้ำ ความดีไม่ได้อยู่ที่สีผิวและผิวดำก็มิได้ทำให้ร้อน แต่กลับอบอุ่นไปด้วยความอ่อนโยนของเด็กคนนั้น... “ร้อน” ในความหมายของเกาหลีอีกอย่างคือ ความร้อนแรงแผดเผาจิตใจ จิตใจไม่ดี คนจิตใจดีเขาเรียกว่า คนจิตใจอบอุ่นค่ะ...
ประชาสัมพันธ์ค่ะ... วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 5 ส.ค. 2555 เวลา 13.0016.00 น. สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญรับฟังบรรยายพิเศษเรื่อง “เส้นทางสู่ความสำเร็จในการเรียนภาษาเกาหลีในระดับอุดมศึกษา” ณ ห้องสัมมนา 3 สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยวิทยากรผู้จบการศึกษามาจากเกาหลีด้วยทุนรัฐบาลเกาหลี เช่น เพียงออ เลาหะวิไลย กรรมการโครงการเกาหลีศึกษา ของสถาบัน ดร.กนกวรรณ หัวหน้าสาขาวิชาภาษาเกาหลี มหาวิทยาลัยบูรพา และ KIM SangNam ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาเกาหลีของสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีประจำประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้และแนะแนวการศึกษาต่อในการเรียนภาษาเกาหลีทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันเป็นการจุดประกายให้แก่ผู้ศึกษาภาษาเกาหลีในระดับที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้ารับฟังฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ค่ะ







