posttoday
ไฟดับอินเดียสัญญาณร้าย ตลาดเกิดใหม่ยังไม่แกร่งพอ

ไฟดับอินเดียสัญญาณร้าย ตลาดเกิดใหม่ยังไม่แกร่งพอ

05 สิงหาคม 2555

หนึ่งในข่าวเด่นรอบสัปดาห์ นอกเหนือจากความเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลกในภูมิภาคยุโรปและสหรัฐแล้ว

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

หนึ่งในข่าวเด่นรอบสัปดาห์ นอกเหนือจากความเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลกในภูมิภาคยุโรปและสหรัฐแล้ว คงหนีไม่พ้นกรณีไฟดับครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปีของอินเดีย ที่ส่งให้พื้นที่ส่วนใหญ่ใน 8 แคว้นจมอยู่ในความมืดนานกว่า 2 วัน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนราว 630 ล้านคน หรือคิดเป็นคนครึ่งหนึ่งของประเทศ ตลอดจนทำให้ระบบโทรคมนาคมและบรรดาธุรกิจร้านค้าตกอยู่ในสภาพยุ่งเหยิงวุ่นวาย

ไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่นานๆ เกิดขึ้นครั้ง และไม่ใช่เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง

แต่เพราะระบบไฟฟ้าล่มจนดับเกือบค่อนประเทศ ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกส่วนหนึ่งกำลังวิตก นั่นคือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551-2552 การเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีนและอินเดียมีบทบาทสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้โลกหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เศรษฐกิจของโลกพ้นจากภาวะถดถอยได้ภายใต้การนำของประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น หรือภูมิภาคยุโรป

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวอาจเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีวันหวนคืน เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังแสดงให้เห็นว่า ท่ามกลางวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปและการเติบโตอย่างเชื่องช้าในสหรัฐ การเติบโตของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน หรือที่เรียกกันว่า บริก นั้นก็กำลังลดความร้อนแรงด้วยเช่นกันแทนที่จะเติบโตสวนกระแสเหมือนเช่นเคย

จิม โอนีล ประธานบริษัท โกลด์แมน แซคส์ แอสเซท เมเนจเมนท์ แสดงความเห็นว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศบริกเหล่านี้น่าเป็นห่วง และเป็นประเด็นที่สมควรให้ความสำคัญมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในยูโรโซน เพราะประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ก็คือ แกนนำหลักในการสร้างความมั่งคั่งให้กับโลกในปัจจุบัน

ไฟดับอินเดียสัญญาณร้าย ตลาดเกิดใหม่ยังไม่แกร่งพอ

แถมยังเป็นการสร้างในอัตราที่รวดเร็วเสียยิ่งกว่าที่ภูมิภาคยุโรปและอเมริกาเหนือที่เคยทำมา

เฉพาะเมื่อปี 2554 กลุ่มประเทศบริกได้ผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโตคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 68.2 ล้านล้านบาท) หรือเทียบได้กับขนาดเศรษฐกิจของประเทศอิตาลีที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก

“เป็นเรื่องที่ค่อนข้างรบกวนใจผมไม่น้อยที่เศรษฐกิจของบราซิลและอินเดียชะลอตัวลงอย่างมาก รวมถึงปัญหาที่เริ่มเห็นได้ชัดเจนและมีการพูดคุยอย่างกว้างขวางเรียบร้อยแล้วอย่างการเติบโตของจีน” โอนีล กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์กับริชาร์ด เควสต์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น ก่อนสำทับอีกครั้งว่า สภาวการณ์ที่เกิดขึ้นมีความสำคัญกับนักธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคยุโรปที่มีการส่งออกไปยังประเทศบริกเหล่านี้

ทั้งนี้ ธนาคารกลางอินเดียได้ประกาศปรับลดการคาดการณ์การเติบโตในปีนี้ลงเกือบ 1% มาอยู่ที่ 6.5% ซึ่งถือได้ว่าห่างไกลจากการเติบโตในปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 10.1% อย่างลิบลับ

ขณะที่จีนยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของเอเชียก็ได้ลดการเติบโตในปี 2555 ลงเหลือเพียง 7.5% นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลปักกิ่งตั้งเป้าการเติบโตของประเทศไว้ต่ำกว่าระดับ 8% ขณะที่บราซิลเองก็ปรับลดเช่นกัน หลังจากที่ตัวเลขการเติบโตในปี 2554 แสดงให้เห็นว่าบราซิลโตเพียง 2.7% เท่านั้น ซึ่งห่างชั้นจากที่เคยทำไว้เมื่อปีก่อนหน้าที่ 7.5%

อย่างไรก็ตาม นอกจากการเติบโตที่เริ่มชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดจนน่ากังวลแล้ว สิ่งที่น่าวิตกตามมาก็คือ ปัญหาการเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้ โดยไฟดับครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอินเดีย ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 แห่งเอเชีย ได้จุดชนวนความสงสัยในเรื่องการลงทุนด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศ

ทั้งนี้ การเติบโตที่มากขึ้นย่อม หมายถึง ความต้องการในการใช้พลังงานที่เพิ่มมากขึ้น แต่เหตุไฟฟ้าดับทั่วพื้นที่ทางตอนเหนือของอินเดียแสดงให้เห็นว่า ความต้องการนี้มีมากเกินกว่ากำลังการผลิตของประเทศ

“การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตของชนชั้นกลางและภาคอุตสาหกรรม กำลังพึ่งพาและพึ่งพิงพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มากเกินศักยภาพของอินเดียที่จะตอบสนองได้” อรุณ สันทรราจัน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าว

แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นประเด็นสำคัญจำเป็นอย่างมากสำหรับอินเดีย แต่อรุณยอมรับว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจของแดนภารตจนนำมาซึ่งความมั่งคั่งมหาศาลแห่งนี้ ยังไม่ดีเพียงพอที่จะพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ได้ทัดเทียมมาตรฐานสากล

และอาจเป็นเรื่องยากที่จะเห็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอยู่ในระดับดี และเพียงพอต่อความต้องการของประเทศทั้งหมดในช่วงเวลานี้

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าอินเดียจะไร้ทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนเสียทีเดียว โดยหนทางหนึ่งที่ช่วยได้ตามความเห็นของอรุณก็คือ รัฐบาลอินเดียจะต้องเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานเหมือนที่เคยทำมาแล้วในอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม

“ผมคิดว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้านี้ การลงทุนของรัฐบาล ตลอดจนภาคเอกชนจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้” อรุณ กล่าว

ด้าน โอนีล ได้แสดงความเห็นสอดคล้องกับอรุณ โดยระบุชัดเจนว่า สิ่งที่อินเดียจำเป็นต้องทำต่อจากนี้ก็คือ การเปิดพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น

“สำหรับอินเดียบอกตามตรงว่า พวกเขา (รัฐบาล) ควรตื่นกันได้แล้วและหาหนทางพูดคุยกันเสียที ตามความเห็นผม ปัญหาของอินเดียแก้ได้ง่ายมาก แค่ยอมให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรม หรือส่วนที่สำคัญของประเทศ ถ้าพวกเขาทำเช่นนั้น ปัญหาต่างๆ มากมายของอินเดียจะเบาบางลงอย่างรวดเร็ว” โอนีล กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้จะมองเห็นความยุ่งยาก จุดอ่อน หรือปัญหาในหมู่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ แต่นักวิเคราะห์ตลอดจนนักลงทุนส่วนใหญ่ทั่วโลกก็ยังไม่ละความสนใจจากเศรษฐกิจของอินเดียและบริกแต่อย่างใด

คริส เดวอนเชียร์-เอลลิส ผู้ก่อตั้งเดซาน ไชรา แอนด์ แอสโซซิเอต บริษัทที่ปรึกษาสำหรับนักลงทุนต่างชาติเพื่อการลงทุนในเอเชีย ซึ่งมีสำนักงานในกรุงปักกิ่ง กล่าวว่า ถึงอินเดียจะมีปัญหา แต่ก็มีศักยภาพที่ไม่อาจมองข้ามด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตอย่างมั่งคั่งของชนชั้นกลางที่มีจำนวนประมาณ 250 ล้านคน

นับเป็นพลังการบริโภคมหาศาลที่มากพอจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินต่อไปข้างหน้าได้

“สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับอินเดียก็คือคุณไม่เพียงแต่ผลิตสินค้าได้ในราคาถูกเท่านั้น แต่คุณยังมีตลาดใหญ่รอท้าทายคุณอยู่” เดวอนเชียร์เอลลิส กล่าว

ขณะที่ มาร์ก โมเบียส ประธานบริหารของกองทุนเทมเพิลตัน อีเมอร์จิง มาร์เก็ต กรุ๊ป ยืนยันว่า นักลงทุนสถาบันทั่วโลกยังสนใจเดินหน้าเข้ามาลงทุนในตลาดเศรษฐกิจโตเร็วอย่างประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง

“หลายคนถามผมว่า เศรษฐกิจของจีนจะดิ่งลงแรง (ฮาร์ด แลนด์ดิง) หรือดิ่งแบบนิ่มๆ (ซอฟต์ แลนด์ดิง) สิ่งที่ผมพูดเสมอก็คือ พวกเขาจะไม่ดิ่ง หรือจอด พวกเขาจะยังคงเติบโตต่อไป และไปอย่างรวดเร็ว”โมเบียส กล่าว

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท