
สเปนส่อท่าไม่รอดวิกฤตหนี้ยูโร เยอรมนีถูกลดแนวโน้มเครดิตเป็น'ติดลบ'
สถานการณ์เด่นต่างประเทศสัปดาห์นี้ทุกฝ่ายต่างจับจ้องไปที่สถานการณ์วิกฤตหนี้ยูโรโซน ที่กำลังเข้าโหมเข้ากระหน่ำสเปนอย่างหนัก
สถานการณ์เด่นต่างประเทศสัปดาห์นี้ทุกฝ่ายต่างจับจ้องไปที่สถานการณ์วิกฤตหนี้ยูโรโซน ที่กำลังเข้าโหมเข้ากระหน่ำสเปนอย่างหนัก
เนื่องจากเกิดความวิตกกังวลว่ารัฐบาลสเปนอาจจะไม่สามารถรับมือกับปัญหาหนี้ได้อีกต่อไป และอาจจะต้องยอมแพ้ด้วยการขอรับความช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่มาพร้อมกับแผนรัดเข็มขัดในไม่ช้านี้ จนดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสเปนพุ่งเกิน 7% ซึ่งถือเป็นระดับที่ไม่มีเสถียรภาพ
ทั้งๆ ที่สัปดาห์ก่อนรัฐมนตรีคลังยูโรโซนเพิ่งอนุมัติเงินช่วยเหลือ 1 แสนล้านยูโร (3.9 ล้านล้านบาท) ให้กับภาคธนาคารพาณิชย์ของสเปนไป
ไม่เฉพาะสเปนเท่านั้นที่สร้างความวิตกกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตหนี้ของยุโรป เนื่องจากในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังได้ออกโรงปรับลดแนวโน้มการชำระหนี้ระยะยาวของเยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ลงสู่ “ติดลบ” จากสถานะเดิม “มั่นคง” เป็นการส่งสัญญาณว่า กลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ปลอดภัยจากวิกฤตหนี้ยูโรโซนแล้ว
ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ของมูดี้ส์ก็ตอกย้ำความกังวลดังกล่าวได้เป็นอย่างดีว่าทั้งสามประเทศซึ่งล้วนแต่มีอันดับเครดิตการชำระหนี้ระยะยาวอยู่ในระดับสูงสุดที่ AAA นั้นกำลังมีความเสี่ยงมากขึ้นจากวิกฤตหนี้ถ้าหากกรีซออกจากกลุ่มยูโรโซน โดยเฉพาะกรณีของเยอรมนี ที่อาจจะจำเป็นต้องอัดเงินเข้าไปช่วยเหลือสเปนและอิตาลีอีกด้วย ซึ่งนั่นก็จะเป็นการกัดกร่อนสถานะทางการเงินของเยอรมนีเอง
ด้านมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ปรับลดแนวโน้มเครดิตของกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) จาก “มีเสถียรภาพ” ลงสู่ “เชิงลบ” เนื่องจากกองทุนมีความเสี่ยงมากขึ้น ภายหลังจากที่ 3 ชาติมหาอำนาจของยุโรปอย่างเยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ซึ่งเป็นผู้อัดฉีดเงินรายใหญ่ของกองทุน ถูกปรับลดแนวโน้มเครดิตเป็นเชิงลบ
ไม่เพียงเท่านั้น มูดี้ส์ยังได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของภาคธนาคาร 17 แห่งในเยอรมนี 7 แห่งในเนเธอร์แลนด์ และอีก 1 แห่งในลักเซมเบิร์กอีกด้วย โดยให้เหตุว่าเป็นพวงมาจากการปรับลดแนวโน้มของรัฐบาล 3 ประเทศที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ส่วนสถานการณ์ในกรีซเองก็กลับมาเป็นที่สนใจจากผู้คนมากขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ความเสี่ยงว่ากรีซจะผิดนัดชำระหนี้และต้องออกจากกลุ่มยูโรโซนได้กลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง เพราะคณะผู้ตรวจสอบจากอียู, ไอเอ็มเอฟ และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) หรือทรอยกา ซึ่งได้เดินทางไปยังกรุงเอเธนส์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เข้าดำเนินการตรวจสอบความคืบหน้าแผนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลกรีซชุดใหม่ว่ามีความคืบหน้าหรือไม่ ซึ่งผลการตรวจสอบนี้จะมีผลโดยตรงต่อการพิจารณาของทรอยกาว่าสมควรที่จะให้กรีซได้รับเงินช่วยเหลือก้อนต่อไปมูลค่า 3.15 หมื่นล้านยูโร ภายในเดือน ก.ย.นี้
ทั้งนี้ ถ้าหากว่าผลการพิจารณาของทรอยกา ซึ่งน่าจะออกมาได้ไม่ช้านี้ ระบุว่าแผนการปฏิรูปกรีซไม่มีความคืบหน้า และไม่สมควรที่จะได้รับเงินช่วยเหลือก้อนต่อไปในเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ กรีซก็จะต้องตกอยู่ในสภาพถังแตก เพราะไม่มีเงินมาหมุนเวียนในประเทศ และชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ ซึ่งในที่สุดกรีซก็จะผิดนัดชำระหนี้ และต้องลงเอยด้วยการถูกบีบออกจากกลุ่มยูโรโซนในที่สุด
อย่างไรก็ตาม แม้ทางฝั่งยุโรปจะเผชิญกับข่าวร้ายมาตลอดทั้งสัปดาห์ แต่ทางฝั่งจีนก็พอจะมีข่าวดีบ้างเมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกรายงานว่าเศรษฐกิจจีนได้ถึงจุดต่ำสุดของการชะลอตัวลงอย่างช้าๆ หรือซอฟต์แลนดิงแล้ว และจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยคาดว่าจะเติบโตได้ 8% ต่อปี หลังจากที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนเริ่มเห็นผลแล้ว
นอกจากนี้ อัตราการขยายตัวทางภาคอุตสาหกรรมของจีนก็เริ่มกลับมาดีขึ้น เมื่อธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยว่า ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งใช้เป็นมาตรวัดทางอุตสาหกรรมเบื้องต้นของจีนเดือน ก.ค. เริ่มฟื้นขึ้นมาอยู่ที่ 49.5 จุด ขณะที่เดือน มิ.ย.อยู่ที่ 48.2 จุด ทั้งนี้ผลจากการขยายตัวดังกล่าวเกิดจากผลของการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของจีนในช่วงที่ผ่านมา







