
หวกม่านไม้ไผ่แลมังกรสร้างชาติความแข็งแกร่งเริ่มต้นที่ชุมชนรากหญ้า
เพียงไม่ถึง 5 นาที จากถนนสายหลัก ทิวทัศน์สองข้างทางก็เปลี่ยนจากตึกสูง บ้านเดี่ยว และอพาร์ตเมนต์
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เพียงไม่ถึง 5 นาที จากถนนสายหลัก ทิวทัศน์สองข้างทางก็เปลี่ยนจากตึกสูง บ้านเดี่ยว และอพาร์ตเมนต์ตามแบบฉบับของเมืองสมัยใหม่เป็นทุ่งนากว้างและสวนผลไม้เขียวขจีล้อมรอบหมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมจีนรุ่นเก่า ที่เห็นเพียงแวบแรกก็บ่งบอกได้ว่าผ่านร้อนผ่านฝนมาเกือบหลายร้อยปีด้วยสีอิฐเทาหม่นแซมด้วยตะไคร่ปลูกเคียงกันแน่นขนัด
เป็นภาพชนบทท่ามกลางหุบเขาห่างไกลที่อาจเห็นได้ในหลายๆ ประเทศในเอเชีย
แต่ที่ต่างออกไป คือ ที่หมู่บ้านเจียวหยวน ในเมืองเจ้าชิง มณฑลกว่างตง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมณฑลเศรษฐกิจที่มั่งคั่งติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศจีนแห่งนี้ ไม่ใช่หมู่บ้านห่างไกลจากความเจริญแต่อย่างใด
กระนั้น ก็ยังเป็นหมู่บ้านที่การปฏิรูป การพัฒนา หรือความมั่งคั่งส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงอย่างเต็มที่ โดยประชากรของหมู่บ้านมีรายได้ต่อหัวเพียงปีละ 7,600 หยวน (ราว 3.8 หมื่นบาท หรือเฉลี่ยวันละ 104 บาทต่อปี)
กลายเป็นจุดริเริ่มโครงการส่งเสริมความแข็งแกร่งให้หมู่บ้านในระดับรากหญ้า ด้วยชุมชนเพื่อชุมชนของมหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งเอเชีย หลังจากที่ตระหนักได้ว่า ประเทศยังไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่ หาก “คน” ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมยังคงปราศจากการพัฒนาให้เป็นไปตามศักยภาพที่ควรจะเป็น
“เพราะเรารู้ดีว่า ไม่ใช่ทุกคนจะพัฒนาได้พร้อมกัน ดังนั้นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีน (ซีพีซี) และรัฐบาลจึงต้องสร้างระบบเพื่อจัดสรรทรัพยากรทั้งหมด ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้เท่าเทียมกัน และให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง” เกาเซียง ผู้อำนวยการฝ่ายบริการข้อมูล กองการวิจัย กรมประสานงานต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีน กล่าว
เมื่อม่านไม้ไผ่เปิดประเทศ
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าภายหลังจากผ่านเหตุการณ์ใหญ่ๆ ทั้งสงครามเกาหลีเหนือ นโยบายก้าวกระโดด การปฏิวัติวัฒนธรรม และการนองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย รัฐบาลจีนภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ได้เรียนรู้และตระหนักดีว่า ระบบสังคมนิยมแบบสุดโต่งไม่อาจช่วยผลักดันให้จีนก้าวไปข้างหน้าได้
ในที่สุดจึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่นำไปสู่ “นโยบายสี่ทันสมัยและการเปิดประตูประเทศ” ในช่วงปีทศวรรษ 1990 ซึ่งนับเป็นการเปิดศักราชใหม่ของจีน และเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าประเทศครั้งใหญ่ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ตลอดจนระบบการศึกษา เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์
กลายเป็นระบบสังคมนิยมที่ซีพีซีซึ่งทำงานเสมือนมันสมองของประเทศระบุชัดว่า เป็นไปตามแบบฉบับจีน ที่เหมาะสมกับเงื่อนไขของสังคมจีนมากที่สุด โดยมีหลักฐานความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศที่มากที่สุดในโลก และฐานะผู้นำด้านการผลิตและการส่งออก ก่อนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งแห่งเอเชีย และอันดับสองของโลกที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อย่างน้อย 10% ในช่วงตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา
ความร่ำรวยที่ไม่ทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม ด้วยความกว้างใหญ่ของพื้นที่ประเทศที่มีขนาด 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร และจำนวนประชากร กว่า 1,340 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ของประชากรโลก ทำให้แม้รายได้ต่อหัวของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่มากกว่าครึ่งของประชากรจีนยังคงอาศัยอยู่ในชนบท
เรียกได้ว่า ประชากรเหล่านั้นยังคงมีฐานะยากจน และมากถึง 128 ล้านคน จนเข้าขั้นสาหัส โดยมีกินมีใช้ไม่ถึง 1 เหรียญสหรัฐ (ราว 31 บาท) ต่อวัน จนกลายสถานะคล้ายเป็นผู้ที่ถูกทิ้งไว้อยู่เบื้องหลัง
ความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันนี้พบเห็นได้ในทุกมณฑลของจีน ซึ่งกระทั่งมณฑลที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจของจีนอย่างมณฑลกว่างตง ที่มีจีดีพีล่าสุดในปี 2554 เติบโตสูงถึง 5.3 ล้านล้านหยวน (ราว 26.5 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 9 ของจีดีพีทั้งประเทศ มีรายได้เป็น 1 ใน 8 ของรายได้ทั้งหมดของจีน และมีมูลค่าการค้าสูงถึง 9.134 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 28.3 ล้านล้านบาท) หรือ 1 ใน 4 ของมูลค่าการค้าของประเทศ ก็ยังมีสัดส่วนประชากรที่ยากจนหลงเหลืออยู่
เริ่มต้นที่การมีส่วนร่วม
กุญแจสำคัญที่สุดที่พญามังกรเลือกนำมาใช้เป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ก็คือ การเปิดทางให้สมาชิกทุกคนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในทุกระดับของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของชุมชน
และนำไปสู่การตั้งระบบการปรึกษา เพื่อกรุยทางให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
“ชาวบ้านจะกำหนดกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกัน ปรึกษาหารือและตัดสินใจในกิจการต่างๆ เช่น แผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนงานประจำปี การจัดการเงินกองทุนหมู่บ้านที่รัฐจัดสรรมาให้ แม้กระทั่งการทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินที่รับสืบทอดจากบรรพบุรุษก็ยังต้องให้คนในชุมชนร่วมรับรู้รับฟังและช่วยกันตัดสินใจ” เหลียงเยาจุน หัวหน้าคณะกรรมตรวจสอบวินัยของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีนประจำสำนักงานสาขาเมืองเจ้าชิง กล่าว ขณะพาตัวแทนผู้สื่อข่าวจากประเทศเพื่อนบ้านเยือนต้นแบบชุมชนเข้มแข็งอย่างหมู่บ้านเจียวหยุน หมู่บ้านเก่าแก่อายุร่วมเกือบ 600 ปีในเมืองเจ้าชิง
ทั้งนี้ เหลียงเยาจุน อธิบายเพิ่มเติมว่า การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปภายใต้การนำของคณะกรรมการหมู่บ้านที่ชาวบ้านลงคะแนนเสียงเลือกกันขึ้นมาเอง โดยได้รับความช่วยเหลือในเรื่องทักษะความรู้ในการจัดการเลือกตั้งจากสมาชิกพรรคซีพีซีประจำชุมชน ซึ่งมีหน้าที่เสมือนสะพานคอยเชื่อมโยงระหว่างชุมชนกับพรรคซีพีซีจากส่วนกลางให้สามารถรับทราบข้อมูลความเป็นไป ปัญหา ความจำเป็น หรือความต้องการของประชากรในระดับรากหญ้าได้อย่างเต็มที่
“เมื่อมีประเด็นหรือปัญหาให้ต้องตัดสินใจ คณะกรรมการหมู่บ้านจะเรียกประชุมสมาชิกทั้งหมดซึ่งมีอยู่ประมาณ 947 คน เพื่อพิจารณาดูว่าเรื่องที่เกิดขึ้นสามารถจัดการกันเองได้หรือไม่ อย่างไร หรือจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลจริงๆ แต่โดยทั่วไปส่วนใหญ่แล้วแต่ละชุมชนเลือกที่จัดการกันเอง ไม่ต้องการให้คนนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันเพื่อป้องกันความผิดพลาด คณะกรรมการหมู่บ้านก็จะให้ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น นักกฎหมาย ภายใต้การประสานงานกับสมาชิกพรรคซีพีซีของชุมชน เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพิ่มเติม” เหลียงเยาจุน ระบุ
พร้อมกันนี้ เหลียงเยาจุนยังสำทับว่า กิจการทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่กระทบกับความเป็นไปของชุมชน ต้องมีการปรึกษาหารือกับสมาชิกทุกคนในหมู่บ้านก่อนต้องตัดสินใจ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับทุกคน และเพื่อให้ความมั่นใจกับทุกคนว่ามีสิทธิมีเสียงในการเข้าร่วมและตัดสินใจอย่างเต็มที่
“ตามปกติแล้วคณะกรรมการหมู่บ้านจะจัดประชุมกันเดือนละครั้ง ยกเว้นจะมีประเด็นเร่งด่วนให้ต้องตัดสินใจจึงจะส่งข่าวเรียกประชุม ขณะที่ตัวแทนหมู่บ้านจะจัดประชุมร่วมกับหมู่บ้านอื่นๆ ในเขตอำเภอเดียวกันอีกปีละ 2 ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ และเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างกันให้แน่นแฟ้น” เหลียงเยาจุน สรุป
เพิ่มระบบ เสริมความเข้มแข็ง
นอกจากหมู่บ้านเจียวหยวน หรือที่รู้จักกันดีในหมู่คนเจ้าชิงว่า หมู่บ้านสวนกล้วยแล้ว ต้นแบบชุมชนเข้มแข็งอีกแห่งที่น่าเรียนรู้และเอาเป็นแบบอย่างก็คือ หมู่บ้านหลัวอิ่น ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเท่าไรนัก
ทว่า ในขณะที่ผู้มาเยือนยังคงมองเห็นวิถีดั้งเดิมแบบชาวบ้านซึ่งผูกพันกับการทำนา ปลูกสวนกล้วย ที่หมู่บ้านเจียวหยวน การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตามแบบสังคมเมือง ดูจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากหมู่บ้านหลัวอิ่นแห่งนี้
เนื่องจากด้วยขนาดจำนวนประชากรที่มีมากกว่าที่ 1,158 คน บนพื้นที่ 2 ตารางกิโลเมตร (1,250 ไร่) พร้อมด้วยรายได้ของชุมชนเป็นกอบเป็นกำจากการให้เช่าที่ดิน การผลิตสินค้าทางการเกษตรต่างๆ โดยเฉพาะผลผลิตขึ้นชื่ออย่างลิ้นจี่ และการทำสัมปทานบ่อปลา โดยหมู่บ้านมีรายได้ในปี 2554 ถึง 3.25 ล้านหยวน (ราว 16.25 ล้านบาท) ทำให้หมู่บ้านหลัวอิ่นปรับโครงสร้างและพัฒนาใกล้เคียงกับความเป็นเมืองมากกว่า
แต่ในขณะเดียวกันแนวทางดังกล่าวก็ทำให้คณะกรรมการหมู่บ้านหลัวอิ่นตระหนักได้ว่า ระบบการมีส่วนร่วมอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการกิจการทั้งหมดของหมู่บ้านให้เป็นไปอย่างราบรื่นได้
ทุกอย่างภายใต้แสงอาทิตย์
เมื่อการดูแลกันเองเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น เหตุจากปริมาณเงินทุนส่วนรวมของหมู่บ้านซึ่งมีค่อนข้างมากเข้ามาเกี่ยวข้อง การตั้งระบบตรวจสอบ และการทำให้กิจการทุกอย่างมองเห็นได้กระจ่างชัดดุจภายใต้แสงอาทิตย์ จึงมีความจำเป็นและมีความสำคัญอย่างมาก
ทั้งนี้ นอกจากคณะกรรมการหมู่บ้านแล้ว สิ่งที่
หลัวอิ่นเพิ่มเข้ามาก็คือ ทีมตรวจสอบ ที่ชาวบ้านเลือกกันมาให้ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีการใช้จ่ายของคณะกรรมการหมู่บ้านในทุกวันที่ 4 ของเดือน ว่ามีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ก่อนที่ในทุกๆ เดือนที่ทำการเขตการปกครองท้องถิ่นด้านเศรษฐกิจจากส่วนกลางจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบบัญชีพร้อมให้ความรู้เพิ่มเติมอีกทอดหนึ่ง
“ส่วนใหญ่ก็จะดูว่า บัญชีรายได้และการใช้จ่ายบันทึกได้ครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ ขั้นตอนการอนุมัติตรงการกฎเกณฑ์ที่วางกันไว้หรือเปล่า ละเมิดกฎหมายหรือไม่ หรือการตกลงทำสัญญาทางธุรกิจ รวมถึงโครงการก่อสร้าง เช่น สาธารณูปโภคพื้นฐานของชุมชน ยุติธรรมเหมาะสมดีหรือไม่”เหลียงเยาจุน อธิบาย
พร้อมกันนี้ เพื่อเรียกความไว้วางใจ สร้างความเชื่อมั่นจากชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้านต้องเล่าแจ้งแถลงไขในทุกรายละเอียดของกิจการที่ลงมือทำทุกด้าน ทั้งกิจการของพรรคซีพีซี กิจการหมู่บ้าน และกิจการ
ด้านการเงิน ขณะเดียวกันต้องเปิดช่องทางให้สมาชิกในพื้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทุกที่ทุกเวลาโดยมีทั้งช่องทางที่เป็นบอร์ดประกาศ ณ ศูนย์ข้อมูลชุมชน หรือตามสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ เว็บไซต์ ตลอดจนโทรศัพท์มือถือ
ครอบคลุมทุกด้าน
แม้ภาระหน้าที่หลักของคณะกรรมการหมู่บ้าน คือ การบริหารจัดการกิจการภายในกันเอง แต่อีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การรับฟังปัญหาในชีวิตของสมาชิกในชุมชน โดยการก่อตั้งศูนย์ชุมชนให้เป็นทั้งที่ทำงานของคณะกรรมการและสถานที่รับเรื่องร้องทุกข์
ประเด็นที่เกี่ยวข้องและช่วยจัดการแก้ไขได้ครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาปากท้องยันเรื่องจิปาถะต่างๆ เช่น ผลผลิตน้อย น้ำไม่พอ ไฟไม่มี มลพิษประเภทน้ำเสีย กลิ่นเหม็นจากร้านอาหาร ตกงาน หรือปัญหาครอบครัวอย่างลูกหลานหายหน้า ผัวเมีย แม่ผัว-ลูกสะใภ้ กระทั่งเรื่องไร้คู่รู้ใจ
หรือหากไม่มีปัญหาใดๆ คนในชุมชนก็ยังสามารถแวะเวียนมาที่ศูนย์แห่งนี้ได้ เพื่อมาทำกิจกรรมหย่อนใจต่างๆ เช่น อ่านหนังสือ ท่องอินเทอร์เน็ต เล่นหมากรุก หรือออกกำลังกาย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของศูนย์ซึ่งมีประจำอยู่ 6 คน จะคอยสรรหากิจกรรม ซึ่งรวมถึงการฝึกอบรมพัฒนาความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพจากผู้เชี่ยวชาญรวมอยู่ด้วย
“ไม่เพียงแต่ที่หลัวอิ่นเท่านั้น เรามีศูนย์ลักษณะนี้กระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ทั่วมณฑลกว่างตง และเสียงตอบรับก็ดีมากๆ โดยประชาชนส่วนใหญ่ในขณะนี้เริ่มตื่นตัวและกระตือรือร้นมากขึ้น ทุกคนเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วม และอ่อนไหวต่อความประพฤติไม่ชอบต่างๆ เพราะพวกเขามั่นใจว่าเรารับฟังและเราเอาจริง”หลิวฮุย รองผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา คณะกรรมการตรวจสอบวินัยมณฑลกว่างตง กล่าว
ชุมชนเข้มแข็ง...ฐานมั่นคง
ทั้งนี้ หลวนเจียงชาง รองอธิการบดีจากสำนักวิจัย กรมการต่างประเทศแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของชุมชนเข้มแข็งก็คือ รากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมั่นคงในอนาคตที่คนทุกคนสามารถจับมือก้าวไปด้วยกันได้
แม้ไม่พร้อมกันทั้งหมดแต่ก็พอเท่าทันกัน โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการสร้างคะแนนนิยมซื้อใจประชาชนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรคซีพีซีแต่อย่างใด
“ทุกสิ่งทุกอย่างที่ส่วนกลางทุ่มเททำมาโดยตลอดล้วนเป็นไปเพื่อประเทศชาติคำเดียว เพราะประชาชนคือกำลังที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนประเทศ ไม่ใช่เครื่องมือในการแสวงหาอำนาจของใครใดๆ ทั้งสิ้น”หลวนเจียนชาง กล่าว







