
IMF แจงศก.โลกถดถอยยาว หนี้ยูโรส่อขั้นวิกฤต แนะตั้งสหภาพธนาคาร
ถือเป็นสัปดาห์แห่งข่าวร้ายนับตั้งแต่ต้นยันปลาย เริ่มจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงอึมครึมได้อย่างคงเส้นคงวา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ถือเป็นสัปดาห์แห่งข่าวร้ายนับตั้งแต่ต้นยันปลาย เริ่มจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงอึมครึมได้อย่างคงเส้นคงวา แถมมีแนวโน้มว่าจะเลวร้ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกรายงานคาดการณ์อนาคตของเศรษฐกิจโลกตลอดช่วงปีนี้และปีหน้า ระบุว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในภาวะอันตรายอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ 2 ประการที่ไอเอ็มเอฟเตือนก็คือ ปัญหาหนี้ยุโรปที่รุนแรงเข้าขั้นวิกฤตเรียบร้อยแล้ว และวิกฤตดุลงบประมาณของสหรัฐที่หากไม่มีหนทางตัดลดการขาดดุลอย่างจริงจัง เศรษฐกิจของมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกก็คงถึงคราวอับแสง
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟได้เตือนให้ยุโรปเร่งลงมือแก้ไขเหตุวิกฤตทั้งหมด พร้อมแนะให้ตั้ง “สหภาพธนาคาร” ควบคู่ไปกับมาตรการคุ้มครองเงินฝากและกลไกตรวจสอบเพื่อช่วยเหลือธนาคารที่มีปัญหาได้อย่างจริงจัง โดยได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2556 ให้เหลือเพียง 3.9% จากเดิม 4.1%
ส่วนข่าวร้ายประการที่ 2 ที่ตามมาติดๆ คือ สถานการณ์เศรษฐกิจในแดนมังกร ซึ่งนายกรัฐมนตรีจีน เวินเจียเป่า ออกมายอมรับหลังตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาส 2 ของปี ขยายตัวเพียง 7.6% ซึ่งนับได้ว่าต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี ว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนยังไม่คงที่ และยังคงต้องเผชิญกับภาวะยากลำบากอีกมากในอนาคต ส่งผลให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญเริ่มไม่มั่นใจว่าจีน รวมถึงชาติเอเชียจะมีศักยภาพมากพอที่จะต้านวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปและสหรัฐได้
ขณะที่ข่าวไม่สู้ดีประการต่อมาก็คือ การที่ เบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวรายงานสถานการณ์ทางเศรษฐกิจต่อคณะกรรมาธิการด้านการธนาคารสภาเซเนต ตอกย้ำว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะย่ำแย่ อันเป็นผลจากวิกฤตหนี้ยุโรป และความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายการคลังของประเทศ โดยแม้เฟดจะยืนยันแข็งขันว่าพร้อมที่จะรับมือวิกฤตเศรษฐกิจในขั้นเลวร้าย โดยเฉพาะในกรณีที่การว่างงานยังคงไม่กระเตื้องขึ้น แต่ท่าทีที่ไม่ชัดเจนดังกล่าวได้สร้างความผิดหวังและบั่นทอนความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดด้วยเช่นกัน
และถือเป็นอีกหนึ่งข่าวร้ายสำหรับภาคธนาคารทั่วโลก กับกรณีอื้อฉาวอย่างการปลอมแปลงการจัดทำดอกเบี้ยเรียกเก็บระหว่างธนาคาร (ไลบอร์) ที่ก่อกระแสบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคประชาชนที่มีต่อธนาคาร เมื่อ ฟิลิป มอร์โยเซฟ อดีตเทรดเดอร์ของธนาคารบาร์เคลย์สออกมายอมรับว่า ได้ลงมือปั่นไลบอร์จริง โดยหวังให้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารถูกลงจนหลายประเทศทั้งสหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต้องเริ่มต้นสืบสวนอย่างจริงจัง ซึ่งการตรวจสอบล่าสุดพบเงื่อนงำว่า 4 ธนาคารชั้นนำของโลกอย่างธนาคารเอชเอสบีซีของอังกฤษ ธนาคารดอยช์แบงก์ของเยอรมนี ธนาคารโซซิเอเต เจเนอรัล และธนาคารเครดิตอะกริโคลของฝรั่งเศส อาจมีส่วนพัวพันกับกรณีไลบอร์ทั้งสิ้น
ปิดท้ายกันด้วยข่าวร้ายน่าสลดและสะเทือนขวัญ กับเหตุวัยรุ่นชายชาวอเมริกันในวัย 24 ปี เจมส์ อีแกน โฮล์มส พกอาวุธปืนและระเบิดเข้ากราดยิงผู้ชมในโรงภาพยนตร์ที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ซึ่งกำลังฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ตอนใหม่ล่าสุดเรื่องแบทแมน จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 คน และบาดเจ็บกว่า 50 คน
ทั้งนี้ แม้ทางตำรวจจะสามารถรวบตัวหนุ่มผู้ก่อเหตุได้ทันควัน แต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องสืบสวนหาสาเหตุของมือปืนคลั่งดีกรีดอกเตอร์รายนี้ต่อไป โดยในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยืนยันว่า หนุ่มคนดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายก่อการร้ายใดๆ แต่อย่างใด







