
สื่อนอกเตือนบอบช้ำทุกฝ่าย อิทธิพลทหารยังเข้มแข็ง
โพสต์ทูเดย์
— สื่ออังกฤษวิพากษ์ม็อบเสื้อแดง ไม่ว่าฝ่ายไหนชนะ ประเทศไทยก็บอบช้ำที่สุด พร้อมระบุ ไทยเป็นชาติเดียวในกลุ่มประเทศผู้นำ อาเซียน ที่ทหารยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองเว็บไซต์ของไทมส์ ออนไลน์ ในอังกฤษ วิเคราะห์ถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในไทยว่า ความรุนแรงตามท้องถนนนั้นกลายเป็นลักษณะพิเศษของการชุมนุมทางการเมืองในไทยมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว หากการชุมนุมใดไม่มีเหตุปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการชุมนุมที่ล้มเหลว
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ วันนี้ ไม่ใช่ทั้งการชุมนุมประท้วงของคนนับล้านตามที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงบอก หรือเป็นม็อบที่เตรียมก่อความรุนแรงตามที่ฝ่ายตรงข้ามบอกเช่นกัน และแม้ว่าเหตุการณ์จะบานปลายไปสู่ความยุ่งเหยิงรุนแรงขึ้น การชุมนุมครั้งนี้ก็อาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือลดทอนอำนาจของรัฐบาลลงได้เช่นกัน
รายงานของไทมส์ ออนไลน์ ระบุว่า กลุ่มคนเสื้อแดงขู่ที่จะกระจายกำลังไปทั่วกรุงเทพฯ เพื่อขัดขวางการจราจร ธุรกิจการค้า และการดำเนินชีวิตตามปกติในกรุงเทพฯ ซึ่งนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำเป็นต้องทำทุกอย่างที่จะสามารถทำได้เพื่อยับยั้งเรื่องนี้ และโดยเฉพาะเพื่อหยุดยั้งการปลุกปั่นกลุ่มผู้ประท้วง
หากกลุ่มคนเสื้อแดงสามารถทำให้กรุงเทพฯ เป็นอัมพาตได้ หรือสามารถกระตุ้นให้รัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม นายกฯ อภิสิทธิ์ จะกลายเป็นผู้แพ้ทันที ทว่าหากนายกฯ สามารถควบคุมการชุมนุมประท้วง หรือลดระดับไม่ให้เป็นได้มากกว่าการชุมนุมเรียกร้องตามปกติ รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็จะเป็นผู้ชนะและจะยิ่งเข้มแข็งขึ้น
ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดจากการชุมนุมประท้วงใหญ่ครั้งนี้ ก็คือความสับสนวุ่นวาย และการเมืองแบบคุมเชิงกันอยู่ต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีฝ่ายไหนเป็นผู้ชนะที่ชัดเจน
ทว่าผู้แพ้นั้นกลับเป็น
“ประเทศไทย” ไม่ว่าจะเป็นด้านความเชื่อมั่นต่อต่างชาติ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติที่ครั้งหนึ่งเคยเข้มแข็งอย่างยิ่งปัญหาทางการเมืองต่างๆ เช่น การประท้วงใหญ่ในกรุงเทพฯ วันนี้ ถือเป็นสัญญาณชี้ชัดถึงความแตกแยกในสังคมไทย ซึ่งดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกๆ ปี และไม่ว่าฝ่ายคนเสื้อแดงหรือเสื้อเหลืองก็ตาม พวกเขาก็ได้แบ่งประเทศผ่ากลางออกเป็น 2 ซีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ไทมส์ ออนไลน์ ก็ยังคงเชื่อและปิดท้ายว่า หากการชุมนุมในสัปดาห์นี้ไม่รุนแรงเหมือนการประท้วงครั้งที่ผ่านๆ มา แรงขับเคลื่อนและความร้อนแรงของกลุ่มคนเสื้อแดงก็อาจแผ่วลงไปเอง โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเปลืองแรงแต่อย่างใด
ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์เทเลกราฟ ในอังกฤษ ก็ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในไทยว่า ปัญหาความแตกแยกรุนแรงจะยังคงยืดเยื้อต่อไปในประเทศไทย
เทเลกราฟ ระบุว่า ในบรรดา 5 ประเทศดั้งเดิมผู้ก่อตั้งสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) นั้น ไทยเป็นประเทศเดียวที่ทหารยังคงเข้ามามีส่วนสำคัญในการตัดสินใจทางการเมือง ขณะที่มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ต่างก็มีรัฐบาลพลเรือนที่มั่นคงแล้ว
นับตั้งแต่ปี 2549 ประเทศไทยต้องเผชิญกับการรัฐประหารโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งได้รับการเลือกตั้ง 2 สมัยซ้อนด้วยคะแนนถล่มทลาย โดยทหารยังได้เข้าแทรกแซงรัฐบาลอีก 2 ชุดตามมา การแทรกแซงเหล่านี้ทำให้ประเทศต้องดำดิ่งลงสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ก่อนที่จะเกิดการเดินขบวนประท้วงโดยสงบขึ้นครั้งล่าสุดนี้
แม้ในท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์อาจเป็นผู้ชนะด้วยแรงสนับสนุนจากคนหลายกลุ่ม ทว่าปัญหาความแตกแยกที่รุนแรงจะยังคงอยู่ต่อไป ทางเดียวที่จะสามารถยุติภาวะเช่นนี้ได้ จึงต้องขึ้นอยู่กับการเลือกตั้ง ซึ่งแม้ว่าในมุมมองของพวกอนุรักษนิยมจะวิตกว่าทางเลือกนี้จะเปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กลับมา ทว่าทางออกเช่นนี้ก็คือส่วนหนึ่งของวิถีประชาธิปไตย ซึ่งประเทศไทยยังไม่มี
สถานการณ์การชุมนุมที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ยังคงทำให้หลายประเทศออกคำเตือนการเดินทางมายังไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว โดยกระทรวงการต่างประเทศของลาว ได้ออกประกาศเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ หลังจากที่มีการประกาศพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 1123 มี.ค. เพื่อรับมือผู้ประท้วงกลุ่มคนเสื้อแดง
กระทรวงกิจการต่างประเทศของลาว ได้เตือนไปยังพลเมืองที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วยว่า ไม่ให้ไปยังพื้นที่ที่มีการชุมนุมประท้วง ซึ่งจากการประเมินพบว่ามีคนลาวเข้ามาใช้แรงงานในไทยประมาณ 1.2 แสนคน
การรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศเหล่านี้ มีขึ้นหลังจากที่มีรายงานข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ไปปรากฎตัวที่ประเทศมอนเตเนโกร และในเวลาต่อมายังได้่โฟนอินมายังเวทีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ







