
'2556'โลกสะเทือนวิกฤตเศรษฐกิจทรุด-การเมืองสะดุด
กูรูเศรษฐศาสตร์สหรัฐ คาดปีหน้าโลกเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป-สหรัฐ-จีน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
กูรูเศรษฐศาสตร์สหรัฐ คาดปีหน้าโลกเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป-สหรัฐ-จีน บวกความตึงเครียดทางการเมืองจากอิหร่าน ด้านเฟดส่งสัญญาณยังไม่ถึงเวลากระตุ้นครั้งใหญ่
นูเรียล รูบินี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐ ศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์กของสหรัฐ ซึ่งเคยคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำก่อนหน้านี้ว่าจะเกิดวิกฤตการเงินโลกขึ้นในปี 2551 ได้ย้ำกับการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจโลกอีกครั้งว่า ในปีหน้าโลกอาจจะต้องเผชิญกับ “มรสุมครั้งใหญ่” ที่จะสร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและการเมือง อันเนื่องมาจาก 5 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
ปัจจัยแรก คือ สถานการณ์วิกฤตหนี้ยุโรปที่จะกลับมาทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกครั้ง
ปัจจัยที่ 2 คือ การที่ 2 พรรคการเมืองใหญ่ของสหรัฐไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องการจัดทำงบประมาณปี 2556 ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐต้องเพิ่มภาษีโดยอัตโนมัติ เพื่อหางบมาอุดหนี้และการขาดดุลงบประมาณที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจฉุดให้เศรษฐกิจสหรัฐดิ่งลงสู่ภาวะถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัจจัยที่ 3 คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนที่เคยเป็นความหวังหลักของเศรษฐกิจโลก ต้องเผชิญกับการชะลอตัวลงอย่างรุนแรง (ฮาร์ดแลนดิง) ส่วนปัจจัยที่ 4 นั้น คือการชะลอตัวลงของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย บราซิล และรัสเซีย ซึ่งจะยิ่งเลวร้ายลงมากกว่าเดิม ขณะที่ปัจจัยสุดท้าย คือ การเผชิญหน้าทางทหาร จากประเด็นความขัดแย้งทางด้านโครงการนิวเคลียร์อิหร่านกับชาติตะวันตกที่จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
“ปี 2556 จะเป็นปีที่ปัญหาขยายตัวจนไม่อาจแก้ไขได้ง่ายๆ โลกจะพบกับหายนะพายุที่สมบูรณ์แบบ” รูบินี ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส
การคาดการณ์ของ รูบินี นั้นนับว่าสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันหลายด้าน ซึ่งก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็เพิ่งปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของทุกภูมิภาคในปีหน้าลง และปรับลดคาดการณ์จีดีพีโลกลงมาอยู่ที่ 3.9% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.1%
ขณะเดียวกันการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่เหลือหนทางกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ได้มากนัก ก็ยังสอดคล้องกับที่ เบน เบอร์แนนคี ประธานเฟด ได้รายงานสถานการณ์ทางเศรษฐกิจต่อคณะกรรมาธิการด้านกิจการธนาคารของวุฒิสภาสหรัฐ โดยไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ว่าจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วยการออกมาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ครั้งที่ 3
เบอร์แนนคี ออกโรงเตือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐเสี่ยงชะลอตัวลงอีกในอนาคต ขณะที่อัตราว่างงานยังคงฟื้นตัวช้าจนน่าผิดหวัง อันเป็นผลมาจากวิกฤตหนี้ยุโรป และการดำเนินนโยบายทางการคลังของสหรัฐที่ยังคงไม่มีความชัดเจน
“เศรษฐกิจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงแก้ไขภาวะความเสี่ยงทางการคลังได้” เบอร์แนนคี กล่าว
นอกจากนี้ เฟด เปิดเผยว่า กำลังพิจารณาทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม กรณีที่เศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอเกินไปจนไม่สามารถลดอัตราว่างงานจากระดับปัจจุบันที่ 8.2% ได้ เช่น การเข้าซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติมเพื่อกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำต่อไป
ทางด้านจีนเองก็เผชิญกับความท้าทายเช่นเดียวกัน โดยนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ของจีน ออกโรงเตือนว่าสถานการณ์ในตลาดแรงงานของจีนกำลังเข้าสู่ภาวะเลวร้าย ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้องดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นการจ้างงานให้มากขึ้น
ทั้งนี้ ถ้อยแถลงดังกล่าวถือเป็นการตอกย้ำถึงความหวั่นเกรงต่อปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีนที่มากขึ้น หลังจากที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนชะลอตัวถึง 6 ไตรมาสติด ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตหนี้ยุโรป และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในสหรัฐที่เป็นไปอย่างน่าผิดหวังในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ในวันเดียวกันมีรายงานด้วยว่า จีนเพิ่มสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในเดือน พ.ค. สูงที่สุดในรอบ 6 เดือน ที่ 0.4% ขึ้นเป็น 1.1696 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางความพยายามกระจายความเสี่ยงในการลงทุนจากพันธบัตรยุโรป
ส่วนสถานการณ์วิกฤตหนี้ในกรีซ ที่ส่อแววในตอนแรกว่าอาจจะชวดรับเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (อียู) และไอเอ็มเอฟ ล่าสุด นายกรัฐมนตรี อีแวนเจลอส เวนิเซลอส ของกรีซ ระบุว่า แผนตัดลดงบประมาณ 1.15 หมื่นล้านยูโร ในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือดังกล่าวจากไอเอ็มเอฟและอียูนั้น สามารถหาข้อตกลงในระหว่างการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลได้แล้ว และพร้อมที่จะดำเนินตามเงื่อนไขที่อียูและไอเอ็มเอฟตั้งเงื่อนไขไว้







