
แม่ไม้มวยปล้ำ
ย้อนไปในยุคที่รูปแบบความบันเทิงยังไม่มาจ่ออยู่แค่ปลายจมูก ชนิดคลิกดูได้จากมือถือ
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ย้อนไปในยุคที่รูปแบบความบันเทิงยังไม่มาจ่ออยู่แค่ปลายจมูก ชนิดคลิกดูได้จากมือถือ
“ร้านเช่าวิดีโอ” กลายเป็นหนึ่งในอาณาจักรความบันเทิงของคนยุคนั้น ที่คอยแวะเวียนไปอัพเดต ภาพยนตร์ใหม่ การ์ตูน ตลกคาเฟ่ ตลอดจน “มวยปล้ำ” ที่ออกมาให้แฟนๆ ชาวไทยได้ติดตามต่อเนื่อง
เด็กหนุ่มโตมาในช่วงที่ตลกคาเฟ่กำลังบูมสุดขีด มุขคลาสสิกอย่าง “ถาดตีหัว” เคยเรียกเสียงฮากันแบบอุจจาระแตกอุจจาระแตน หลายมุขเวลานั้นถูกนำมาเลียนแบบในหมู่เพื่อนฝูง ชนิด ปูมุข ตบมุข กันได้อย่างคล่องแคล่วไม่ต่างจากต้นฉบับ
มวยปล้ำ เคยเป็นความบันเทิงที่เขาหลงใหลแบบหัวปักหัวปำ ชนิดที่ต้องคอยเช่าวิดีโอมาดูแทบทุกอาทิตย์ ดูไปอินไปเหมือนไปอยู่บนผืนผ้าใบด้วยตัวเอง พร้อมฝังใจเชื่อว่ามันเป็นของจริง ไม่ต่างจากมวยสากล มวยไทย ที่เห็นกันในทีวี
แต่อยู่มาวันดีคืนดีก็เหมือนกับถูก “ดร็อปคิก” เข้ากลางยอดอก แถมกระเด้งเชือกกลับมาเจอ “โคลสไลน์” ต่อด้วย “อาร์มแดร็ก” ไปนอนกองที่พื้น ก่อนที่ถูกคู่ต่อสู้ปีนขึ้นเชือกกระโดดลงซ้ำ ก่อนกดไหล่ให้กรรมการนับสาม...
เมื่อค้นพบว่าทั้งหมดมันก็แค่การแสดงที่ทั้งซักซ้อม เขียนบท เป็นเรื่องเป็นราวยิ่งกว่าเรียลลิตีในยุคนี้ ทั้งที่เอาเข้าจริง “ความเชื่อ” ที่เข้าข่ายจะกลายเป็น “งมงาย” ทำให้เด็กหนุ่มไม่ยอมฟังเหตุผลหักล้าง เมื่อหน้าฉาก ก็เห็นอยู่ว่าต่อสู้กันดุเดือดเลือดพล่าน ถูกรุม ถูกซ้อมจริง บางครั้งมีเล่นนอกกติกา เอาเก้าอี้ด้านล่างเวทีมาฟาดคู่ต่อสู้กันหน้าตาเฉย ในขณะที่กรรมการดันบังเอิญหันหลังไปคุยกับผู้จัดการล่างเวทีอีกด้าน
ไม่แม้แต่จะเอะใจสักนิดว่า ไอ้อาการร่อแร่ที่เห็นอยู่เมื่อครู่เมื่อยาม ทำไมถึงมีแรงเฮือกสุดท้ายเด้งตัวไม่ยอมให้ไหล่ติดพื้นเวทีให้กรรมการนับสามได้เสียที หรือทำไมเวลาถูกจับเหวี่ยงไปเด้งเชือกแล้วจะมีแรงเด้งย้อนกลับมาที่เดิม ให้ปล่อย “แม่ไม้” ต่อไป ทั้งที่เคยไปลองทำตามแล้วมันไม่เห็นมีแรงเหวี่ยงกลับมาได้ขนาดนั้น
แต่ใจหนึ่งก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่ “สติง” ยอดฮีโร่ สุดยอดนักมวยปล้ำของเขาจะกลายเป็นแค่นักแสดงฝีมือดีเท่านั้น
วุฒิภาวะในวัยนั้นแยกแยะออกว่าซานตาคลอสไม่มีจริง พวกมดเอ็กซ์ มดแดง อุลตราแมน สัตว์ประหลาด หรือแก๊ง 5 สี พวกตระกูลเรนเจอร์ แปลงร่างได้ นั้นเป็นของปลอมไม่มีจริง แต่ “มวยปล้ำ” มันถือเป็นของจริงของเด็กหนุ่มขณะนั้น
ทำไมมันไม่มีเลือดออก ไม่ฟกช้ำ ไม่แขนหัก ขาหัก โดนซะขนาดนั้น
คำถามที่พอเปิดใจรับฟังและคิดตาม กระตุ้นให้ภาพที่เคยดูมาในอดีต “แฟลชแบก” ย้อนกลับมาช้าๆ ว่า ทุกอย่างดูมีเงื่อนงำไปหมดแบบตั้งใจไปหมด
ยิ่งได้ต่อยอดความคิดไปยังเหตุการณ์เชื่อมโยง อื่นๆ ก่อนที่เค้าลางความเป็นจริงจะค่อยกระจ่างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับมุมมองโลกที่เปลี่ยนไป ว่าสิ่งรอบตัวที่เห็นหรือเชื่อว่าเป็นของจริง อาจไม่ใช่ของจริงเสมอไป
เปิดดูโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต วันนี้ บางอย่างที่ดูเหมือนจะของจริง แต่สักพักกลับมีข้อมูลมาใหม่มาหักล้างความเป็นจริงนั้นอยู่บ่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องโอละพ่อ ที่หักมุม แบบตั้งใจหวังผลชนิดแนบเนียน และแบบไม่ตั้งใจ
จากข่าวอื้อฉาวหญิงสาวนางหนึ่งที่ใช้เนื้อหนังมังสาถ่ายทอดงานศิลปะ ผ่านรายการโทรทัศน์ที่กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งหลายวัน สุดท้ายกลับพบเบื้องหลังว่ามีทั้งฝ่ายจัดหา จัดวางรูปแบบการแสดง พร้อมค่าตอบแทน ที่ความจริงค่อยๆ ถูกขุดคุ้ยออกมา
จนหลังๆ ความจริงที่ออกมากลับถูกแต่งแต้ม เพิ่มสีสันดรามาจนชักเกินเลยความจริง
หลังเหตุการณ์นี้ สารพัดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันถูกขึ้นมาขยายผล ที่สำคัญในการต่อยอดประเด็นหักล้างความไม่จริงนั้นกลับหลากหลาย มากมาย จนไม่รู้ว่าอันไหนจริง... ไม่จริง...
หน้าฉากการเมืองการเดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดอง ที่ปลุกกระแสความขัดแย้งในสังคมให้กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ทั้งที่รัฐบาลพยายามหยิบยกเหตุผลมาชี้แจงว่า ต้องการคลี่คลายสลายความขัดแย้งที่ฝังรากในสังคมให้หายไป ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ
แต่ต่อมากลับปรากฏ “คลิปเสียง” ของบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าการผลักดันกฎหมายร้อนตัวนี้ ที่ยอมรับว่ามีการติดต่อประสานงานกับบุคคลที่ว่ากันว่าอยู่เบื้องหลังจริง
มาจนถึงเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200 ที่กองทัพเคยจัดซื้อจากบริษัทต่างชาติมาใช้ประจำหลายหน่วยงาน เพื่อตรวจหาวัตถุระเบิด ด้วยราคาสูงลิบถึงเครื่องละล้านบาท แม้จะมีเสียงทักท้วง และตอกย้ำกระบวนการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ยืนยันถึงความไร้ประสิทธิภาพ แต่ก็ยังมีการออกมาปกป้องไม่ยอมรับความจริง แถมยังยืนยันว่าจะนำมาใช้ต่อไป
ล่าสุด “จิม แมคคอร์มิค” ผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์ดังกล่าวถูกแจ้งข้อหาฉ้อโกงอย่างเป็นทางการแล้ว ที่น่าสนใจคือ เครื่องตรวจวัตถุระเบิดรุ่นเอดีอี 651 และจีที 200 ที่เขาผลิตถูกขายให้แก่กองทัพกว่า 20 ประเทศ แค่รัฐบาลอิรักยังทุ่มงบประมาณไปถึง 85 ล้านเหรียญสหรัฐ
สิ่งต่างๆ รอบตัวในวันนี้ ยากที่จะบอกได้ว่าอันไหนจริง อันไหนปลอม เมื่อบางเรื่องที่เห็นตรงหน้าว่าเป็นของจริงอาจจะผ่านกระบวนการ “แม่ไม้มวยปล้ำ” จนทำให้ดูเหมือนจริงขึ้นมาก็ได้







