
"อยู่" หรือ "ไป" ในวันที่กรีซล่มถึงวันที่คนหนุ่มสาวต้องเลือก
แม้วิกฤตการณ์ทางการเมืองจะผ่านพ้นไปหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งรอบ 2 แต่วิบากกรรมของกรีซยังคงอยู่โดยไม่มีทีท่าว่าจะผ่านพ้นไปง่ายๆ และต้องใช้แรงกายแรงใจของชาวกรีซร่วมฝ่าฟันไปด้วยกัน
แม้วิกฤตการณ์ทางการเมืองจะผ่านพ้นไปหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งรอบ 2 แต่วิบากกรรมของกรีซยังคงอยู่โดยไม่มีทีท่าว่าจะผ่านพ้นไปง่ายๆ และต้องใช้แรงกายแรงใจของชาวกรีซร่วมฝ่าฟันไปด้วยกัน
ทว่า สิ่งที่กำลังเป็นคำถามของหลายฝ่ายในขณะนี้ก็คือ คนหนุ่มสาวหลังยุคทหาร ที่เติบโตมาในยุคอันรุ่งเรืองของกรีซ จะยอมรับสภาพและร่วมกันกอบกู้ประเทศขึ้นมาใหม่อีกครั้งหรือไม่
ซีเอ็นเอ็นได้สัมภาษณ์คนรุ่นหนุ่มสาวที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศ ซึ่ง มาเรีย ปาปันนาจิโอทากี และ อริสโตเติล สกาลิซอส ก็คือตัวอย่างหนึ่งของคู่รักหลายคู่ที่คิดไม่ตกและยังมองไม่เห็นอนาคตร่วมกัน เพราะในขณะที่ฝ่ายชายยืนหยัดที่จะต่อสู้ในบ้านเกิด แฟนสาวกลับเลือกที่จะไปหาอนาคตในประเทศอื่น
ทั้งคู่คบกันมานาน 2 ปีครึ่ง และต่างก็เป็นคนหนุ่มสาวที่เกิดหลังยุคการปกครองด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จของทหาร และเติบโตขึ้นมาในขณะที่กรีซได้ก้าวสู่ประชาธิปไตยสมัยใหม่อย่างเต็มตัว ประเทศได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจยูโรโซน เปลี่ยนจากสกุลเงินดรักมาไปสู่เงินยูโรในปี 2544 และเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกเกมส์ในปี 2547 อย่างภาคภูมิใจ
ทว่า ในปี 2552 ประเทศได้ก้มหน้ายอมรับความผิดพลาดเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณขาดดุล ก่อนจะนำไปสู่วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งยังแก้ไม่ตกจนถึงวันนี้ และกำลังทำให้ครอบครัวจำนวนมากในกรีซต้องระส่ำอย่างหนัก รวมถึงคู่ของมาเรีย ในวัย 34 ปี และอริสโตเติล ในวัย 25 ปี
ทั้งสองเป็นคนหนุ่มสาวในวัยทำงานที่ถือเป็นความหวังของชาติ แต่ทั้งคู่ก็เป็นหนึ่งในชาวกรีกนับล้านที่กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตว่าจะร่วม “ต่อสู้เพื่อประเทศ” หรือ “ออกนอกบ้าน” ไปแสวงหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่า หรือยอมทิ้งชีวิตคู่ “ต่างคนต่างไป” เพื่อหนทางของตัวเอง
มาเรียซึ่งเป็นช่างเทคนิคโทรศัพท์มือถือ ต้องการทิ้งบ้านเพื่อไปแสวงหาอนาคตที่เธอคิดว่าไม่มีในกรีซอีกต่อไปแล้ว จะเป็นอเมริกาหรืออังกฤษก็ช่าง แต่อย่างน้อยก็ต้องไป ขณะที่อริสโตเติล ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการทดสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยังยืนยันที่จะอยู่ในกรีซต่อ
“ผมยังอยากอยู่และสู้ต่อ ไม่อยากทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนของผมไปไหน เพราะผมรักประเทศของผม” อริสโตเติล กล่าวกับซีเอ็นเอ็น
ห่างจากที่ที่หนุ่มสาวคู่นี้คุยกันอยู่ออกไปไม่ไกล ชายคนหนึ่งได้ทิ้งตัวลงนั่งริมถนนพร้อมแก้วขอเงินบริจาควางอยู่ด้านหน้า ก่อนจะล้มตัวลงนอน ซึ่งภาพทำนองนี้กำลังกลายเป็นที่ชินตาและเห็นได้บ่อยขึ้นภายในกรุงเอเธนส์ นับตั้งแต่รัฐบาลดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดรายจ่ายอย่างเข้มงวด ซึ่งยังทำให้อัตราการว่างงาน ความยากจน การฆ่าตัวตาย และอาชญากรรมพุ่งสูงขึ้น
มาเรียและอริสโตเติลพบกันในบริษัทสื่อสารของเยอรมนี และได้ตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ทว่าในช่วงหลังมานี้ต้องประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก รายรับลดลงมากตั้งแต่เดือน เม.ย. เพราะถูกลดจำนวนวันทำงานลงเหลือเพียงสัปดาห์ละ 4 วัน จนมีรายได้รวมกันเดือนละ 1,160 ยูโร (ราว 4.48 หมื่นบาท) จาก 1,480 ยูโร (ราว 5.7 หมื่นบาท) เมื่อ 2 ปีก่อน โดยมีค่าเช่าบ้านเดือนละ 300 ยูโร (ราว 1.15 หมื่นบาท) ค่าของใช้จำเป็นสัปดาห์ละ 65 ยูโร (ราว 2,500 บาท)
การหันไปพึ่งพาครอบครัวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ธุรกิจเครื่องปั้นของทางบ้านอริสโตเติลประสบภาวะล้มละลาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หนุ่มสาวคู่นี้กลับเป็นฝ่ายที่ต้องช่วยจุนเจือทางบ้านด้วย และทั้งคู่ก็ยังต้องยอมเสียสิทธิการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพราะไม่มีเงินจะเดินทางกลับไปเลือกตั้งในหมู่บ้าน
ปัจจุบันมีชาวกรีกอายุต่ำกว่า 26 ปี ถึงกว่า 50% ที่ไม่มีงานทำ โดยเฉพาะกลุ่มบัณฑิตที่เพิ่งจบการศึกษา จากสถิติของกลุ่มยูโรสแตต พบว่าคนว่างงานถึง 56% เป็นกลุ่มคนอายุระหว่าง 1519 ปี และทุกๆ 1 ใน 4 ของคนอายุต่ำกว่า 39 จะอยู่ในสถานะที่ไม่มีงานทำ
มาริออส อริสโตเติล คูลูริส ทหารหนุ่มในวัย 23 ปี เป็นคนหนึ่งที่ต้องการออกนอกประเทศเพื่อไปศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์ ทว่าไม่ได้ต้องการไปถาวร มาริออสต้องการกลับมายังบ้านเกิดในวันหนึ่งข้างหน้าเพื่อมาร่วมสร้างประเทศ และหยุดยั้งแนวคิดของการเอาแต่พึ่งพาผู้อื่นมากเกินไป ทหารหนุ่มรายนี้เชื่อว่า กรีซต้องลุกขึ้นยืนและพัฒนาประเทศบนขาของตัวเอง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชาวกรีก
สิ่งสำคัญสำหรับคนรุ่นต่อไปที่มาริออสคิดไว้ก็คือ คนรุ่นใหม่ต้องได้รับการสอนในเรื่องคุณค่าของการผลิต โดยวิกฤตในครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนเพื่อเปลี่ยนความคิดของคนทั่วไปให้ละทิ้งแนวคิดที่เอาแต่พึ่งพาคนอื่นไปเสียที
วิกฤตการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้มีแต่คนออกนอกประเทศมากขึ้น หลายคนเลือกที่จะกลับบ้านเกิดในยามนี้ เพื่อเป็นกำลังสำคัญให้ประเทศ
คริสตินา พซาร์รา วัย 27 ปี ซึ่งเรียนและทำงานไปด้วยองค์กรด้านมนุษยธรรม ดอกเตอร์ส ออฟ เวิลด์ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน สกูล ออฟ อีโคโนมิก (แอลเอสอี) และจอร์จ สตาโธปูลอส อดีตนายธนาคารหนุ่ม วัย 33 ปี คือสองหนุ่มสาวที่คิดสวนทางกลับมายังบ้านในภาวะวิกฤต
คริสตินา กล่าวว่า ได้คิดไว้ระหว่างที่กำลังเรียนใกล้จะจบเมื่อปีที่แล้วว่า ถึงเวลาที่จะต้องกลับบ้านแล้ว เพราะเป็นเวลาที่ต้องช่วยประเทศเพื่อ “หล่อเลี้ยงหัวใจ ไม่ใช่สมอง”
ตามความคิดของหนุ่มสาวคู่นี้ กรีซคือประเทศอันอบอุ่นที่เน้นถึงคุณค่าของครอบครัว แต่ปัจจุบันประเทศกำลังตกอยู่ในภาวะของความโกรธแค้นและความหวาดกลัว คริสตินาซึ่งปัจจุบันกำลังทำงานการกุศลเกี่ยวกับผู้ติดยาในกรีซ กล่าวว่า ไม่รู้ว่างานที่ทำอยู่หรือภาวะของประเทศในขณะนี้ อย่างไหนจะน่ากลัวกว่ากัน
ขณะที่จอร์จ เชื่อว่าประเทศยังสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ใหม่ โดยอาจดำเนินรอยตามตุรกี ที่สามารถฟื้นประเทศจนกลายมาเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญในยุโรปได้ และกรีซก็จะได้เรียนรู้ความผิดพลาดในอดีต ไปสู่เศรษฐกิจและการลงทุนบนความรับผิดชอบมากขึ้น
กรีซยังเดินหน้าได้อยู่เสมอ สำหรับชาวกรีกที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง







