
ซีอีโอบาร์เคลย์เซ่นคดีฉาว
แบงก์ดังยอมรับปลอมไลบอร์ กำหนดเรตดอกเบี้ยต่ำเกินจริง
แบงก์ดังยอมรับปลอมไลบอร์ กำหนดเรตดอกเบี้ยต่ำเกินจริง
ซีอีโอแบงก์บาร์เคลย์สละเรือแล้ว รับผิดชอบเหตุอื้อฉาวปลอมแปลงดอกเบี้ยไลบอร์ เป็นผู้บริหารระดับบิ๊กรายที่ 2 ที่ยอมไขก๊อก
บ๊อบ ไดมอนด์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) ของธนาคารบาร์เคลย์ในอังกฤษ ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.ค. เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่ธนาคารบาร์เคลย์ตกเป็นข่าวอื้อฉาว จากการปลอมแปลงรายงานการกำหนดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคาร (ไลบอร์) ขึ้นในช่วงปลายปี 2550-2552
การประกาศลาออกดังกล่าวส่งผลให้ มาคุส อากวิส อดีตประธานธนาคารบาร์เคลย์ที่เพิ่งประกาศลาออกจากตำแหน่งก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน เพื่อแสดงความรับผิดชอบกรณีอื้อฉาวดังกล่าว ต้องเข้ามาทำหน้าที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ขึ้นแทนทันที
ข่าวอื้อฉาวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทางบาร์เคลย์ธนาคารรายใหญ่อันดับ 3 ของอังกฤษให้การสารภาพกับทางเจ้าหน้าที่สหรัฐและอังกฤษว่า มีเจ้าหน้าที่บางคนในธนาคารปลอมแปลงรายงานการจัดทำดอกเบี้ย ซึ่งถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร (ไลบอร์) ให้อยู่ในอัตราที่ต่ำเกินกว่าความเป็นจริง โดยมุ่งหวังให้อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมระหว่างธนาคารนั้นถูกลง
นอกจากนี้ ธนาคารรายใหญ่อันดับ 3 ของอังกฤษรายนี้ยังให้การซัดทอดอีกว่า ยังมีธนาคารคู่แข่งรายอื่นๆ กระทำในลักษณะการปลอมแปลงดอกเบี้ยเช่นเดียวกันนี้ด้วย เนื่องจากการส่งรายงานอัตราดอกเบี้ยที่สูงจะทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจของธนาคาร
ผลจากการให้การรับสารภาพ ทำให้ศาลสหรัฐมีคำสั่งปรับธนาคารเป็นเงินจำนวน 450 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.39 หมื่นล้านบาท) นอกจากนั้นทางการสหรัฐจะยังสอบสวนในเชิงลึกต่อไปว่า มีธนาคารรายอื่นๆ เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารซิตี้กรุ๊ป ของสหรัฐ ยูบีเอส และอาร์บีเอส ของอังกฤษด้วย
ขณะที่ เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และจอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีคลัง ของอังกฤษที่ได้ประกาศลั่นว่าจะจัดตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษขึ้นในสภา เพื่อดำเนินการสอบสวนข่าวอื้อฉาวที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ไลบอร์คือ อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคาร ซึ่งถูกใช้เป็นมาตรฐานกลางทั่วโลก และคาดการณ์ในเบื้องต้นว่ามีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวอิงกับมาตรฐานดอกเบี้ยไลบอร์ดังกล่าวมากถึง 350 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.085 หมื่นล้านล้านบาท)







