posttoday
นาซาค้นหาที่ไม่มีที่สิ้นสุด

นาซาค้นหาที่ไม่มีที่สิ้นสุด

14 มีนาคม 2553

...วิกรม กรมดิษฐ์

ในอดีตกาลนั้นมนุษย์เรามีความเชื่อเกี่ยวกับโลกใบนี้มากมายหลายแบบ หนึ่งในนั้นคือการที่มนุษย์เชื่อว่าโลกเรามีลักษณะแบนราบ หากเราเดินทางไปสู่สุดขอบโลกก็จะพลัดตกจากโลกใบนี้ได้ อาจจะด้วยขนาดและพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลจนเกินกว่าความรู้ความสามารถของมนุษย์จะหยั่งถึง จึงได้เกิดความเชื่อผิดๆ นี้ขึ้นมา แต่ต่อมาก็ได้มีผู้นำเสนอข้อเท็จจริงว่าอันที่จริงแล้วโลกของเรานี้มีลักษณะกลมเหมือนผลส้ม และเราสามารถเดินทางไปรอบโลกได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะพลัดตกจากขอบโลก แต่กว่าทฤษฎีนี้จะได้รับการยอมรับจากคนทั่วไป ก็กินเวลายาวนานเลยทีเดียว

นอกจากนี้ในอดีตยังเชื่อกันอีกว่าบนท้องฟ้านั้นเป็นสวรรค์เป็นที่อยู่ของเทพต่างๆ แต่เมื่อกาลิเลโอประดิษฐ์กล้องส่องทางไกลขึ้นมา ทำให้มนุษย์ได้เปิดโลกทัศน์และเกิดข้อสงสัยต่อมาว่าแท้ที่จริงแล้ว เหนือชั้นบรรยากาศขึ้นไปนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของเทพทั้งหลายจริงหรือไม่

ในที่สุดกาลิเลโอก็ได้ใช้กล้องส่องทางไกลของเขาพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าอันที่จริงแล้ว โลกเรานั้นเป็นดาวบริวารดวงหนึ่งในหลายๆ ดวงที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ และในขณะเดียวกันก็หมุนรอบตัวเองด้วย ทำให้เกิดเป็นปรากฏการณ์กลางวันกลางคืน ข้อมูลนี้ทำให้ศาสนจักรได้รับความกระทบกระเทือนเป็นอย่างมาก เพราะทำให้ความเชื่อของคนที่มีต่อพระเจ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

หลังจากนั้นได้มีการส่งกล้องฮับเบอร์ไปยังนอกโลก และถ่ายภาพดาวต่างๆ เพื่อทำการศึกษาค้นคว้าและเป็นการตอกย้ำว่า นอกเหนือจากโลกของเราแล้วยังมีดาวเคราะห์ดวงอื่นอีกมากมายที่อาศัยรวมตัวกันเป็นกาแล็กซี และกาแล็กซีที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีเพียงกาแล็กซีเดียวเท่านั้น แต่ยังมีอีกมากมายมหาศาลจนไม่อาจสามารถนับได้เลย ยิ่งทำให้มนุษย์ในยุคปัจจุบันเปลี่ยนความคิดจากอดีตโดยสิ้นเชิง

การค้นพบสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบเจอในอวกาศเริ่มเกิดขึ้นมาเมื่อ 60 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ความก้าวหน้าทางด้านอวกาศกลับรุดหน้าอย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือของอุปกรณ์อันชาญฉลาดอย่างคอมพิวเตอร์ และแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าตั้งแต่มีคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ มนุษย์จะสามารถเดินไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดดและเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้โลกของเรานั้นไม่เคยหยุดพัฒนา แต่กลับจะหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวหน้าของมนุษย์และความสามารถของสมองกลอัจฉริยะอย่างคอมพิวเตอร์ที่ช่วยทำให้มนุษย์สามารถสร้างวิวัฒนาการต่างๆ ได้อย่างไม่หยุดยั้ง

มนุษย์มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ความอยากรู้อยากเห็นเป็นตัวผลักดันให้เกิดการตั้งคำถามต่อสิ่งเล็กสิ่งน้อยรอบๆ ตัวเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นความพยายามในการศึกษาค้นคว้าหาคำตอบของสิ่งต่างๆ ให้กับตนเอง

ถือได้ว่ามนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณของการเป็นนักสำรวจอยู่ในตัว ความอยากรู้อยากเห็นทำให้มนุษย์ทุกผู้มีสัญชาตญาณความเป็นนักสำรวจอยู่ในตัว การออกเดินทางไปสู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางสำรวจผืนน้ำแข็งขั้วโลกกว้างใหญ่ไพศาลที่อุณหภูมิไม่เคยอุ่นกว่าจุดเยือกแข็ง การเดินทางข้ามทะเลทรายร้อนระอุ ป่ายปีนยอดเขาสูงเสียดฟ้าหรือดำดิ่งลงสู่มหาสมุทรลึกสุดหยั่ง ล้วนแต่กลายเป็นกิจกรรมที่มนุษย์ใฝ่ฝันถึง แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยความเป็นมนุษย์ปุถุชน ความอยากได้อยากมี อยากครอบครองได้ชักนำให้มนุษย์เกิดความต้องการในสิ่งที่เรียกกันว่า “อำนาจ” การออกเดินทางไปยังดินแดนห่างไกลกลายเป็นการย่างเท้าเข้าไปจับจองเป็นเจ้าของผืนดินและการใช้กำลังกดขี่ข่มเหงผู้ที่อยู่มาก่อน

ในยุคสมัยหนึ่ง แนวคิดเรื่องการล่าอาณานิคมได้กลายมาเป็นเครื่องมือในการประกาศศักดาของโลกตะวันตกนำโดยกองทัพเรืออันเกรียงไกรของสหราชอาณาจักรกับการเริ่มออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลออกมาเพื่อล่าอาณานิคมยังท้องที่ห่างไกลและยังไม่เป็นที่รู้จัก

ดูเหมือนว่ามนุษย์ยังไม่เคยถึงจุดอิ่มตัวในการแสวงหาดินแดนใหม่ไม่ว่าโลกจะมีพัฒนาการไปมากมายเพียงใด ในยุคของการล่าอาณานิคมนั้น มหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกายังไม่ได้มีโอกาสร่วมวงล่าอาณานิคมไปตามอย่างประเทศจากทวีปยุโรปด้วยเป็นประเทศเกิดใหม่ จึงหันเหจุดมุ่งหมายไปที่อวกาศแทนการจับจองผืนดิน ด้วยเหตุนี้นี่เองจึงเป็นที่มาของการเกิด องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (National Aeronautics and Space Administration NASA) หรือที่รู้จักกันกว้างขวางในนามองค์การนาซา เป็นหน่วยงานส่วนราชการของสหรัฐที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ปี ค.ศ. 1958 ตามพระราชบัญญัติการบินและอวกาศแห่งชาติ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบในโครงการอวกาศและงานวิจัยห้วงอากาศอวกาศ (aerospace) ของสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นการจัดการหรือควบคุมระบบงานวิจัยห้วงอากาศอวกาศ

องค์กรนาซามีพันธกิจหลักคือการเป็นผู้บุกเบิกอนาคตในการสำรวจอวกาศ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาวิจัยอวกาศ คำขวัญขององค์การนาซาคือ “เพื่อประโยชน์ของคนทุกคน” (For the benefit of all)

แนวคิดในการจัดตั้งองค์กรเพื่อการศึกษาค้นคว้าอวกาศของสหรัฐ ถูกจุดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงไม่นาน ในยุคที่สงครามเย็นกำลังคุกคามสันติภาพของโลกอยู่เงียบๆ การส่งดาวเทียมสปุตนิค 1 (Sputnik 1) ดาวเทียมดวงแรกของโลกขึ้นสู่อวกาศ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ปี ค.ศ. 1957 ของสหภาพโซเวียตถือเป็นการท้าทายโลกตะวันตกอย่างออกนอกหน้า สหรัฐที่นำโดยประธานาธิบดีดไวท์ ดี ไอเซนฮาวร์ รู้สึกถูกสบประมาทอย่างแรง ด้วยความเชื่อมั่นว่าตนเองคือมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีของโลก การเปิดฉากการเดินทางในอวกาศของสหภาพโซเวียตย่อมเป็นการก้าวนำหน้าสหรัฐไปหนึ่งก้าว

ไม่เพียงเท่านั้น สภาสูงของสหรัฐก็เริ่มตระหนักถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่อาจสั่นคลอนอำนาจอธิปไตยของตน ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาพิเศษขึ้นมาและได้ประชุมหารือกันเป็นเวลานานหลายเดือนจนได้ข้อสรุปว่าสหรัฐจำเป็นต้องตั้งหน่วยงานราชการขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ศึกษาวิจัยทางอวกาศทั้งหมดที่ไม่ใช่เรื่องของทางการทหาร

และเพียงหนึ่งปีให้หลัง การเดินทางออกไปนอกโลกของสหรัฐ ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ท่านประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ได้ลงนามในกฎหมายการบินและอวกาศแห่งชาติ ค.ศ. 1958 โดยมีใจความสำคัญอยู่ที่การก่อตั้งองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือนาซา ซึ่งเริ่มปฏิบัติงานในวันที่ 1 ต.ค. ในปีเดียวกันนั้นเอง ขณะนั้นนาซาประกอบด้วยห้องปฏิบัติการ 4 แห่งในสำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีพนักงานประมาณ 8,000 คน ที่โอนมาจากคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการบินแห่งชาติ (National Advisory Committee on Aeronautics NACA) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยของรัฐที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ แต่บุคลากรก็ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ทางด้านอวกาศมากนัก หากเทียบกับสหภาพโซเวียต

โครงการในระยะเริ่มต้นของนาซา เป็นเพียงการวิจัยเพื่อส่งมนุษย์ขึ้นไปกับยานอวกาศให้พ้นแรงดึงดูดของโลก ด้วยการศึกษาการใช้ชีวิตของมนุษย์ในห้วงอวกาศด้วยโครงการเมอร์คิวรี (Mercury) ภายใต้งบประมาณสนับสนุน 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ($1.5 billion) นักบินอวกาศ อลัน บี เชเพิร์ด จูเนียร์ (Alan B. Shepherd Jr.) เดินทางไปกับยานฟรีดอม 7 (Freedom 7) ในภารกิจรอบโลกแบบไม่เต็มวงโคจรเป็นเวลา 15 นาที เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ปี ค.ศ. 1961 และทำให้เขากลายเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่เดินทางออกไปนอกโลก ก่อนที่นักบินอวกาศอีกคนคือ จอห์น เกล็นน์ (John Glenn) จะได้มีชื่อเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่โคจรรอบโลกเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ปี ค.ศ. 1962 ในการขึ้นบินนาน 5 ชั่วโมงไปกับยานเฟรนด์ชิป 7 (Friendship 7)

โครงการอะพอลโลปรับเปลี่ยนเป้าหมายให้สูงขึ้นด้วยการเป็นโครงการนำมนุษย์ลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก หลังจากนั้นโครงการเจมินาย (Gemini Projects) ก็ได้เริ่มต้นขึ้นไม่นานหลังจากนั้นเพื่อทดสอบ และยืนยันเทคนิคที่จำเป็นต้องใช้กับโครงการอะพอลโลที่ซับซ้อนขึ้น นาซาใช้เงินจำนวนมหาศาลด้วยการว่าจ้างพนักงานของนาซากว่า 3.4 หมื่นคน และคนงานภายนอกราว 3.75 แสนคน ประมาณการกันว่า ราวๆ 24 เซนต์ของภาษีหนึ่งดอลลาร์ที่ประชาชนจ่ายให้กับรัฐจะถูกนำไปใช้ในโครงการนี้ทั้งหมด

ค่าใช้จ่ายที่โครงการอะพอลโลใช้ไปทั้งหมดน่าจะตกอยู่ที่ราวๆ 2 หมื่น2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ($22.5 billion) ตามค่าอัตราเงินในปี 1969 หลังจาก 8 ปีของการเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งรวมถึงอุบัติเหตุเพลิงไหม้ที่คร่าชีวิตนักบินอวกาศ 3 คนในยานอะพอลโล 1 ที่กลายมาเป็นโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของการเดินทางสำรวจอวกาศ

โครงการอะพอลโลบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุด เมื่อยานอะพอลโล 11 (Apollo 11) นำโดยนีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong) และบัซซ์ อัลดริน (Buzz Aldrin) ลงสัมผัสพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ปี ค.ศ. 1969 และกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยในวันที่ 24 ก.ค. ถ้อยคำแรกที่อาร์มสตรองกล่าว หลังจากก้าวออกจากยานลงจอด คือ “นี่เป็นก้าวเล็กๆ ของคนคนหนึ่ง แต่เป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ”

แต่หลังจากมีการเหยียบดวงจันทร์ ความสนใจของอเมริกันชนที่มีต่อโครงการอวกาศเริ่มลดน้อยถอยลง ประธานาธิบดี ผู้ที่มีบทบาทในการวิ่งเต้นเพื่อผลักดันงบประมาณให้กับนาซาในเวลาต่อมา คือ เวร์เนอร์ ฟอน บรอน (Werner Von Bron) วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านจรวดชาวเยอรมัน เขาเสนอความคิดเพื่อวางแผนสร้างสถานีอวกาศ ฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์ และโครงการส่งมนุษย์ไปดาวอังคารภายในปี 1990 แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะประสิทธิภาพของเทคโนโลยีจรวดขณะนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

โครงการอะพอลโลมาสะดุดลงเมื่อเกิดอุบัติเหตุถังออกซิเจนระเบิดจนเกือบจะเกิดโศกนาฏกรรมกับนักบินบนยานอะพอลโล 13 และแม้ว่าโครงการอะพอลโลมีแผนดำเนินการต่อไปถึงยานอะพอลโล 20 แต่ก็ต้องสิ้นสุดลงก่อนกำหนด

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย