posttoday
หมดยุคแค่รายงานข่าวถึงเวลาสื่อนอก 'ตั้งคำถาม' ม็อบเสื้อแดง

หมดยุคแค่รายงานข่าวถึงเวลาสื่อนอก 'ตั้งคำถาม' ม็อบเสื้อแดง

14 มีนาคม 2553

...ทีมข่าวต่างประเทศ

“ไม่มีอะไรให้ทำในช่วงหน้าแล้งอย่างนี้หรอก ดังนั้น ถ้ามีใครสักคนมาจ้างคุณไปประท้วงที่กรุงเทพฯ สักวันสองวัน คุณจะไม่ไปหรือ”

คำกล่าวข้างต้นนี้อาจฟังเหมือนมาจากกลุ่มคนสีตรงกันข้ามในยามที่บ้านเมืองกำลังสับสน เมื่อแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำคนเสื้อสีแดงนับแสนบุกกรุงเทพฯ เพื่อการชุมนุมใหญ่

ทว่าแท้จริงแล้ว นี่คือคำกล่าวอ้างของคนต่างชาติอย่าง มาร์ติน วีลเลอร์ ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ใน จ.ขอนแก่น ซึ่งมองปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยในขณะนี้ ผ่านมุมมองและความเข้าใจของตนเองต่อทางสำนักข่าวดีพีเอ จากเยอรมนี ซึ่งนอกจากจะรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกับอีกหลายสำนักข่าวทั่วโลกแล้ว ก็ยังพยายามมองหามุมต่างๆ ในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย

สำนักข่าวดีพีเอ จากเยอรมนี รายงานว่ากลุ่มคนเสื้อแดงนับหมื่นคนทยอยเดินทางมาถึงรอบนอกกรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 13 มี.ค. เพื่อเตรียมร่วมเดินขบวนประท้วงโค่นล้มรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ที่ด่าน อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา นั้นมีกลุ่มคนเสื้อแดงราว 7 หมื่น–1 แสนคน

ทว่าแม้กลุ่ม นปช. จะประกาศขนคนเข้ากรุงเทพฯ ให้ได้ 5 แสน–1 ล้านคนนั้น แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับดีพีเอก็มองว่า อย่างมากที่สุดกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาประท้วงในเมืองหลวงครั้งนี้ก็น่าจะอยู่ได้ที่เพียง 3–4 แสนคนเท่านั้น

เป็นที่เข้าใจกันโดยกว้างขวางว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นหนึ่งในผู้ต่อท่อน้ำเลี้ยงคนสำคัญให้กับกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งต้องการเงินสนับสนุนถึง 30 ล้านบาท ต่อผู้ชุมนุม 1 แสนคน เพื่อเป็นค่าเดินทางค่าอาหารและอื่นๆ ระหว่างการมาร่วมชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ

และแหล่งข่าวจากในพื้นที่ชนบท ก็เปิดเผยกับดีพีเอว่า คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ที่มาร่วมชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ได้รับค่าจ้างต่อหัวคนละ 1,000 บาท และบางคนยังได้รับคำสัญญาว่าจะช่วยยกหนี้ให้ หากการชุมนุมประท้วงใหญ่ครั้งนี้สามารถทำให้รัฐบาลนำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาสู่อำนาจได้อีกครั้ง

สำนักข่าวจากเยอรมนี ไม่ได้หยิบยกเพียงแค่คำพูดลอยๆ ของแหล่งข่าว แต่ยังได้ระบุถึงสภาพทางภูมิศาสตร์บางส่วนในไทย เพื่อให้คนอ่านที่อาจไม่รู้จักไทยแลนด์ดีพอ ได้เข้าใจถึงข่าวการประท้วงครั้งนี้ดีขึ้นว่า นอกเหนือจากคนเสื้อแดงจะประท้วงเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว พวกเขาซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยาก สามารถรวมตัวกันนับแสนเพื่อชุมนุมประท้วงได้อย่างไร (HOW)

การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงระหว่างวันที่ 12–14 มี.ค. นั้น ยังมีขึ้นประจวบเหมาะตรงกับช่วงฤดูร้อนที่แห้งแล้งของไทยพอดี ซึ่งทำให้คนต่างจังหวัดส่วนใหญ่ที่มีอาชีพเกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรกันได้มากนักในช่วงนี้

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ มาร์ติน วีลเลอร์ ชาวอังกฤษคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ใน จ.ขอนแก่น จะเปิดเผยมุมมองของตนเองกับดีพีเอว่า คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีคนจ้างคนต่างจังหวัดไปม็อบในกรุงเทพฯ ในฤดูแล้งเช่นนี้

“ไม่มีอะไรให้ทำในช่วงหน้าแล้งอย่างนี้หรอก ดังนั้น ถ้ามีใครสักคนมาจ้างคุณไปประท้วงที่กรุงเทพฯ สักวันสองวัน คุณจะไม่ไปหรือ”

การตั้งคำถามของสื่อต่างชาติยังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะแม้บรรดาสื่อกระแสหลักต่างชาติ จะเน้นไปที่การรายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวเป็นหลัก แต่ก็ยังมีสื่อนอกบางส่วน โดยเฉพาะเว็บบล็อกของสื่อนอก ที่เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็นมากขึ้น และไม่ได้จำกัดเฉพาะที่ม็อบเสื้อแดง

เว็บบล็อกใน CNET Asia Blog ซึ่งเน้นเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี ก็ยังมีการแสดงความเห็นถึงสถานการณ์การเมืองในไทย ว่า การรับสื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้อาจไม่ควรจำกัดอยู่ที่เพียงสื่อกระแสหลักตามโทรทัศน์ เพราะนอกจากจะมีอยู่อย่างจำกัดแล้ว ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงเพราะเป็นช่องของรัฐบาลหรือทหาร

ดังนั้น ผู้ที่ติดตามเรื่องนี้จึงควรเปิดโลกให้กว้างขึ้นด้วยการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตที่มีความหลากหลายและเสรีกว่าให้เป็นประโยชน์ โดยสามารถเข้าไปดูในเว็บข่าวหรือหนังสือพิมพ์ หรืออาจเลือกที่จะเข้าไปติดตามสถานการณ์และความเห็นของคนทุกฝ่ายทุกสีได้ตามทวิตเตอร์

ส่วนสื่อต่างชาติที่พอมีกำลังคนและกำลังทรัพย์ จึงไม่ต้องจำกัดการรายงานข่าวอยู่แค่ส่วนกลางในกรุงเทพฯ นั้น ก็พยายามออกไปยังพื้นที่ศูนย์กลางของกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อรายงานให้เห็นบรรยากาศที่ร้อนระอุยิ่งขึ้น และเพื่อไม่ให้พื้นที่ข่าวมีแต่ความเห็นของคนระดับนายกรัฐมนตรี โฆษกรัฐบาล หรือแกนนำคนเสื้อแดง

ราเชล ฮาร์วีย์ ผู้สื่อข่าวของเว็บไซต์บีบีซีเดินทางไปยัง จ.อุดรธานี พร้อมกับพาดหัวว่า “ประเทศสีแดงของทักษิณ” เพราะแม้อดีตนายกรัฐมนตรี จะถูกรัฐประหารพ้นจากอำนาจไปตั้งแต่เมื่อ 4 ปีก่อน ทว่าใน จ.อุดรธานี ในภาคอีสานแห่งนี้ อดีตนายกฯ ก็ยังคงเป็นที่รักและนิยมของคนจำนวนมากอยู่เสมอ อาทิ ครอบครัวของประคบและทองศรี ที่ยังคงรักและเทิดทูนอดีตผู้นำ ด้วยความทราบซึ้งจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ทำให้คนยากจนอย่างตนเองมีสิทธิเข้าถึงการรักษาพยาบาล

ขณะที่เว็บบล็อกของเวย์น เฮย์ นักข่าวของสำนักข่าวอัลจาซีรา แม้พาดหัวจะเน้นไปที่เรื่องอาวุธกลิ่นเหม็นของคนเสื้อแดงอย่าง ถุงปลาร้า ทว่า ก็ได้ตั้งคำถามที่ทุกคนต่างก็อยากรู้ว่า การประท้วงครั้งนี้จะสามารถหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งและความรุนแรงได้จริงหรือ

เฮย์ระบุในเว็บบล็อกว่า คงไม่มีทางที่จะได้เห็นตอนจบอย่างแฮปปี้เอนดิง ในเหตุความไม่สงบทางการเมืองไทยครั้งนี้ คนทั้งสอง ฝ่ายต่างก็พูดถึงแต่คำว่าสันติ ทว่า หากกลุ่มคนเสื้อแดงต้องการการเปลี่ยนแปลงจริง พวกเขาก็อาจต้องใช้กำลังในบางรูปแบบ เช่น การบุกยึดหน่วยงานของรัฐ ซึ่งหากเป็นจริงรัฐบาลก็จำเป็นต้องใช้กำลังในการตอบโต้เช่นกัน

เป็นหลายๆ คำถามและมุมมองของสื่อนอกที่เราซึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินแท้ๆ จะฉุกคิดหรือตั้งคำถามกันบ้างหรือไม่...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท