
จีนหวั่นหนี้ยูโรแห่ซื้อหุ้นญี่ปุ่นหวังปลอดภัย
สื่อปลาดิบเผย วิกฤตยูโรทำจีนสะท้าน แห่ขนเงินสำรองไปลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น ใช้กองทุนเงินต่างชาติเป็นเครื่องบังหน้า
สื่อปลาดิบเผย วิกฤตยูโรทำจีนสะท้าน แห่ขนเงินสำรองไปลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น ใช้กองทุนเงินต่างชาติเป็นเครื่องบังหน้า
เอเอฟพีรายงานโดยอ้างผลสำรวจของหนังสือพิมพ์ธุรกิจนิกเกอิของญี่ปุ่นว่า ท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอนทางการเงินในยุโรป และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นมากขึ้นระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ทำให้รัฐบาลจีนถ่ายเทเงินทุนสำรองของประเทศ ที่มีอยู่มากที่สุดในโลกเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยผ่านกองทุนชื่อ “โอดี 05 ออมนิบัส” ซึ่งรัฐบาลจีนคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังมากขึ้น เพื่อเป็นแหล่งพักพิงที่ปลอดภัยแก่เงินทุนสำรองของจีน
รายงานระบุอีกว่า ช่วงสิ้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา กองทุนโอดี 05 ออมนิบัส ได้เข้าไปถือหุ้นรายใหญ่ใน 174 บริษัทของญี่ปุ่น เช่น โตโยต้าที่ 1.9% ฮอนด้าที่ 2.2% นิคอน ผู้ผลิตกล้องชื่อดังที่ 1.9% โคมัตสุ ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องจักรก่อสร้างที่ 2.5% โดยคาดว่ามีมูลค่าในการลงทุนทั้งหมดอยู่ที่ 3.58 ล้านล้านเยน (ราว 1.39 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ สื่อชื่อดังของญี่ปุ่นยังพบอีกว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์การเงินจากการล้มละลายของธนาคารเลห์แมน บราเธอร์ส เมื่อปี 2551 และลุกลามไปสู่วิกฤตการเงินทั่วโลก สัดส่วนของผู้ถือหุ้นในกองทุนโอดี 05 ออมนิบัส เพิ่มขยายขึ้นถึง 3 เท่าตัว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเจ้าของออมนิบัส ซึ่งมีรายงานว่ามีที่ตั้งอยู่ในออสเตรเลีย จะไม่เคยออกมายืนยันข่าวดังกล่าว แต่นักค้าหุ้นเชื่อว่ากองทุนโอดี 05 ออมนิบัส ได้รับการสนับสนุนเงินทุนโดยตรงจากทั้งกองทุนความมั่งคั่งของจีน บริษัท การลงทุนจีน (ซีไอซี) และกองทุนเงินสำรองเงินตราต่างประเทศจากจีน มากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 93 ล้านล้านบาท) อีก
สึโยชิ อูเอโนะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่งสถาบันวิจัยเอ็นแอลไอของญี่ปุ่น ให้ความเห็นว่า จากการที่ระบบการเงินยุโรปตกอยู่ในสภาวะที่ยุ่งเหยิงในขณะนี้ จีนจึงจำเป็นที่จะต้องกระจายเป้าหมายการลงทุนให้หลากหลายขึ้น
“จีนมีเงินตราสำรองต่างประเทศที่เยอะมาก ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องนำเงินเหล่านี้ไปลงทุนในบริษัทชั้นนำเอาไว้” อูเอโนะ กล่าว
ขณะที่ ยาซูโยชิ มูซูดะ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวของญี่ปุ่น กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องผิดที่จีนจะมาลงทุน และไม่ใช่ข่าวร้ายของบริษัทในญี่ปุ่น ทว่ารัฐบาลควรระมัดระวังและจับตาดูการลงทุนในกิจการที่มีความเกี่ยวโยงกับทางทหารและเทคโนโลยีที่เป็นความลับ







