posttoday
การเติบโตสัมพันธภาพ การเชื่อมโยง

การเติบโตสัมพันธภาพ การเชื่อมโยง

24 มิถุนายน 2555

ด้วยอาชีพการงานทำให้ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้คนหลากหลาย สิ่งที่พบ คือ ความปรารถนาร่วมกันของหลายชีวิต คือ ภายใต้การอุทิศตัวทำงานหนัก มุ่งมั่นในอาชีพการงานจนละเลย ทอดทิ้งหลายเรื่อง แต่เมื่อยามเผชิญวิกฤตชีวิต เช่น ภัยพิบัติ การเจ็บป่วย สูญเสีย สิ่งสำคัญที่เข้ามาในจิตใจคือ การกลับสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด การติดต่อสื่อสารคนที่รักในครอบครัว ญาติพี่น้อง ดังนั้นคำตอบของหลายๆ คนที่มักมีกับคำถามว่า หากมีช่วงเวลาที่เหลือในโลกนี้อีก 3 วัน จะใช้ช่วงเวลานี้กับอะไรและอย่างไร คำตอบก็คือ การใช้ช่วงเวลากับบุคคลที่รัก ครอบครัว พ่อแม่ และท้ายที่สุดกับสิ่งที่รักมากคือ ตนเอง

ด้วยอาชีพการงานทำให้ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้คนหลากหลาย สิ่งที่พบ คือ ความปรารถนาร่วมกันของหลายชีวิต คือ ภายใต้การอุทิศตัวทำงานหนัก มุ่งมั่นในอาชีพการงานจนละเลย ทอดทิ้งหลายเรื่อง แต่เมื่อยามเผชิญวิกฤตชีวิต เช่น ภัยพิบัติ การเจ็บป่วย สูญเสีย สิ่งสำคัญที่เข้ามาในจิตใจคือ การกลับสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด การติดต่อสื่อสารคนที่รักในครอบครัว ญาติพี่น้อง ดังนั้นคำตอบของหลายๆ คนที่มักมีกับคำถามว่า หากมีช่วงเวลาที่เหลือในโลกนี้อีก 3 วัน จะใช้ช่วงเวลานี้กับอะไรและอย่างไร คำตอบก็คือ การใช้ช่วงเวลากับบุคคลที่รัก ครอบครัว พ่อแม่ และท้ายที่สุดกับสิ่งที่รักมากคือ ตนเอง

หรือทบทวนจากประสบการณ์ของเราทุกคน ทุกครั้งที่เกิดเหตุร้ายรุนแรง สิ่งแรกที่มักผุดขึ้นมาทันทีคือ ความปลอดภัย ความสุขสบายของผู้คนที่เรารัก เราใส่ใจ สำหรับทุกคนชีวิตคือ สายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยง และเรียกร้องให้เราโหยหาที่จะกลับคืนสู่ถิ่นฐานต้นกำเนิด แม้ว่าเราจะมีเส้นทางชีวิตที่ห่างไกลจากต้นกำเนิดเพียงใด แต่ในที่สุดความปรารถนาที่จะหวนคืนสู่ต้นกำเนิด ถิ่นฐาน ความเป็นมาของตนก็จะเรียกร้องให้เรากลับบ้าน ในแง่จิตวิญญาณ ยามเมื่อเราเผชิญวิกฤตการณ์ในชีวิต เช่น ผิดหวัง สูญเสีย ล้มเหลว อับอาย ฯลฯ คำถามที่ผุดขึ้นในใจและสะท้อนความโหยหา ความต้องการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด ก็คือ คำถามสำคัญแห่งชีวิตคือ เราคือใคร

คำถาม “เราคือใคร” อาจไม่ใช่คำถามเร่งด่วน แต่สำคัญเพราะคำถามนี้มักผุดขึ้นเสมอๆ ยามเมื่อเราเผชิญกับวิกฤตในชีวิตหรือเมื่อเราพบว่าเราหลงทางจากบางสิ่งที่มีคุณค่า คำถามนี้จะทำงานจนกว่าเราจะเริ่มออกเดินทางเพื่อค้นหาคำตอบหรือคำอธิบายที่จะช่วยให้เราได้พบและรู้จักตนเอง ปรากฏการณ์ที่มักเกิดขึ้นคือ เมื่อแต่ละคนไม่เข้าใจ ไม่รู้จักตนเอง คุณค่าและความหมายของชีวิตก็มักไปผูกติดสิ่งภายนอกที่เราเชื่อว่าสำคัญ เช่น ชื่อเสียง ฐานะเงินทอง อำนาจ เมื่อนั้นเส้นทางชีวิตที่มีพันธกิจผูกพันจึงเป็นเรื่องของการมุ่งสร้างสัมพันธภาพกับสิ่งภายนอกเหล่านี้ หากว่าเราถือความสำคัญของการมีชื่อเสียง เกียรติยศ อำนาจ การเป็นที่เคารพนับถือ นั่นหมายถึงความจำเป็นที่เราต้องอุทิศแรงกาย แรงใจ เพื่อพบกับความสำเร็จในหน้าที่การงาน การได้รับการยกย่องนับถือ และนั่นก็หมายถึงการที่เราต้องอุทิศแรงกาย ใจ เพื่อความมุ่งมั่นบรรลุผลสำเร็จ รับผิดชอบรวมไปถึงการพยายามเพื่อการมุ่งมั่นรักษาปกป้องสถาบัน องค์กรต้นสังกัด

หรือหากว่าเราถือความสำคัญของการเป็นที่รัก การเป็นที่ยอมรับและชื่นชมยินดี นั่นหมายถึงความจำเป็นที่เราต้องอุทิศแรงกาย ใจเพื่อเป้าหมายบุคคลอันเป็นที่รักหรือเคารพรัก การเสียสละ การเก็บกดซึ่งความต้องการ ความปรารถนาส่วนตัวเพื่อไปตอบสนอง ทุ่มเทเพื่อความต้องการ ความปรารถนาของบุคคลเป้าหมาย ชีวิตเช่นนี้ความสุข ความทุกข์ จึงผูกพันและขึ้นกับบุคคลเป้าหมายทั้งในชีวิตส่วนตัวหรือการงาน และหากเราถือความสำคัญของการได้มาซึ่งการได้รับความใส่ใจพิเศษ การได้รับการมองเห็นในคุณค่า ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตน นั่นหมายถึงความจำเป็นที่เราต้องอุทิศแรงกาย ใจเพื่อสร้างความมีคุณค่า ความโดดเด่น ความปลอดภัยมั่นคง มุ่งสร้าง “ปมเขื่อง” หรือ “สิ่งหล่อเลี้ยงประจำใจ” โดยการคิดนึกเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ตนเองกับสภาพแวดล้อมเพื่อกำหนดท่าทีและดำเนินการเพื่อได้มาซึ่งปมเขื่องหรือสิ่งหล่อเลี้ยงประจำใจตามที่ตั้งใจไว้ ชีวิตเช่นนี้จึงต้องอุทิศแรงกาย ใจเพื่อการสร้างสรรค์ปมเขื่อง หรือสิ่งหล่อเลี้ยงประจำใจนั้นๆ ไม่สามารถปล่อยวางสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ หากสิ่งนั้นยังไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา

ความเชื่อมโยงช่วยให้เราได้สานสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว ได้เรียนรู้และเข้าถึงพลังของจักรวาลและสรรพสิ่งรอบตัวทั้งความดี ความงาม และความจริง เราทุกคนต่างมีเครื่องมือในตนเองที่ช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงดังกล่าวผ่านการสื่อสาร ซึ่งหลายคนก็มักพบว่าในการสื่อสารหลายครั้งกลับล้มเหลวในการสร้างความเชื่อมโยง ซึ่งอาจก่อเกิดความเข้าใจผิด บาดหมางในสายสัมพันธ์ เนื่องเพราะในการสื่อสาร ทักษะการฟังเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายและไม่คุ้นชินมากที่สุดเมื่อเทียบกับทักษะการพูด ทักษะการคิด

การฟังที่แท้จริงเปรียบเหมือนการเดินทางเข้าสู่โลกภายในทั้งในตนเองและผู้อื่น ยามเมื่อเรารับฟังอย่างใส่ใจ ด้วยสติและความรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่เพียงเราได้รับฟังเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เรายังสามารถสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวนั้น สิ่งที่ซ่อนอยู่ต้องอาศัยการฟัง การสังเกต การสัมผัสและเชื่อมโยง สิ่งที่พบคือ โลกภายในอันประกอบด้วยความรู้สึกต่างๆ ความคิด ความเชื่อ ความคาดหวัง ความต้องการ เราสามารถใช้การฟังเพื่อเชื่อมโยงกับโลกภายในของอีกฝ่ายก็เพราะโลกภายในอันอยู่ในตัวเราก็มีองค์ประกอบและเนื้อหาสาระไม่ต่างกัน นั่นคือ เราต่างต้องการความรัก ความเข้าใจเช่นเดียวกัน

การมองเห็นความเชื่อมโยงในตัวเราและผู้อื่น จึงก่อเกิดความเมตตากรุณาและเป็นสะพานที่ทำให้ความดี ความงาม และความจริงปรากฏ กระนั้นการฟังที่นำพาให้เกิดความเชื่อมโยงกับผู้อื่นได้ ย่อมหมายถึงเราในฐานะผู้ฟังก็ต้องเริ่มต้นด้วยการสามารถเชื่อมโยงกับตนเอง เริ่มต้นด้วยการรับรู้ต่อโลกภายในของตน รับรู้ต่อทุกความรู้สึก ความนึกคิด ความเชื่อ ความต้องการ ฯลฯ สิ่งที่ยากคือ ปฏิกิริยาต่อต้าน ปฏิเสธ บางสิ่งในโลกภายใน เช่น การไม่ยอมรับในบางความรู้สึก เช่น ความโกรธ ความกลัว ฯลฯ หรือปฏิเสธต่อความต้องการบางอย่าง เช่น ความต้องการทางเพศ การยอมรับคือจุดเริ่มต้นการเชื่อมโยงกับโลกภายในและเปิดรับ ซึ่งมิได้หมายความถึงการแสดงออกหรือการตอบโต้โดยเสรี

หากเราไม่สามารถเชื่อมโยงผู้อื่นได้ ก็หมายถึงการไม่สามารถก้าวข้ามอคติในตน ภาวะติดต่อภายในตัวเราก็ทำให้การเชื่อมโยงติดขัด สัมพันธภาพย่อมเกิดขึ้นภายใต้ความไม่รู้ ความหลง หลายคนมีใจช่วยเหลือ สงสาร เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากจนขาดการทบทวนถึงความเหมาะ ความควร การช่วยเหลือนั้นกลับกลายเป็นการหลงลืมตนเอง เช่นเดียวกับความไร้น้ำใจ การเชื่อมโยงก็ไม่อาจเกิดขึ้น

เราทุกคนเติบโตผ่านสายสัมพันธ์ พลังชีวิตที่หมุนเวียนถ่ายโอนพลังชีวิตระหว่างกัน คือ สัญลักษณ์ที่สะท้อนความมีชีวิต ภาวะไร้การเชื่อมโยงจึงสะท้อนภาวะไร้ชีวิต ไม่มีสิ่งใดดำรงอย่างโดดเดี่ยว และการเชื่อมโยง สัมพันธ์กับผู้อื่น สรรพสิ่งรอบตัวจึงหมายถึง การเติบโต

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล