
ได้เวลาสำนึกสีเขียวการเติบโตที่คำนึงถึงธรรมชาติที่เสียหาย
การเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วในหลายประเทศ ผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นปีละหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐของหลายบรรษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกบ่อยครั้ง
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
การเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วในหลายประเทศ ผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นปีละหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐของหลายบรรษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกบ่อยครั้ง การได้มาซึ่งผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่มหาศาลเหล่านี้ กลับต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางทรัพยากรทางธรรมชาติ ที่ต้องสูญเสียไปอย่างมากมายมหาศาลไม่ว่าจะเป็นต้นน้ำลำธาร ป่าไม้ อากาศที่สดชื่น และสภาพแวดล้อมดั้งเดิมที่อุดมสมบูรณ์
ทำให้หลายฝ่ายเริ่มจุดประกายและคิดว่าจะดีกว่าไหม หากมีการนำต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติที่สูญเสียไปมาคิดคำนวณเป็นรูปตัวเงินและผนวกเข้ากับมาตรวัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) หรือผลประกอบการของบริษัท เพื่อจะได้สะท้อนความเป็นจริงว่า ทุกๆ เม็ดเงินที่ผลิตออกมาต้องแลกมากับมูลค่าความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อมเท่าไร และเพื่อจะได้ตระหนักรู้ในการรักษาสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่นับวันจะยิ่งร่อยหรอลง จนแทบจะไม่มีให้ใช้ประโยชน์อีกต่อไปแล้วในอนาคต
พาวัน ซุกเดฟ อดีตเจ้าหน้าที่ธนาคารดอยช์แบงก์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระดับนานาชาติ แห่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า ปัจจุบันการคำนวณผลประกอบการของบริษัท และการขยายตัวของจีดีพีในระดับประเทศมีจุดบกพร่องอยู่ เนื่องจากไม่ได้เผยให้เห็นถึงต้นทุนทรัพยากรทางธรรมชาติที่ต้องสูญเสียไปอย่างแท้จริง เช่น คุณภาพน้ำกับอากาศที่แย่ลง ต้นไม้และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่ต้องถูกทำลายลงจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและทางการอุตสาหกรรม
ดังนั้น หากมีการนำความสูญเสียเหล่านี้เข้ามาคิดคำนวณเข้ากับการเติบโตและเคาะออกมาเป็นมูลค่าในรูปตัวเงินที่ชัดเจนแล้ว ก็น่าจะมีส่วนช่วยให้ข้อมูลเพื่อการใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นจะทำให้ภาครัฐและเอกชนทำลายทรัพยากรธรรมชาติน้อยลง
หรือพูดให้เข้าใจได้ง่ายๆ คือ การคิดคำนวณความสูญเสียทางธรรมชาติที่เสียหายไป ก็เหมือนดั่งหลักการเดียวกันกับมูลค่าของสินทรัพย์ เช่น เครื่องจักรที่ยิ่งใช้มากก็ยิ่งสึกหรอลงมาก
ทั้งนี้ ซุกเดฟ ชี้ว่าผลการศึกษาที่เริ่มขึ้นในปี 2550 ประมาณการกันว่า มูลค่าทรัพยากรสิ่งแวดล้อมโลกที่เสียไปจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เคยมีการคำนวณออกมาเป็นตัวเลขในแต่ละปีนั้นมีสูงมากถึง 2.54 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือคิดเป็น 7% ของจีดีพี ที่ทั่วโลกผลิตได้ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า บริษัทขนาดใหญ่ 3,000 แห่งทั่วโลก ไม่เคยนำความสูญเสียในทรัพยากรธรรมชาติที่มีมากถึง 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มาคิดคำนวณในตัวเลขผลประกอบการเลย
“เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจในสิ่งที่เราสูญเสียไปเพื่อที่จะรักษามันไว้ เพราะหากตราบใดที่เรายังไม่รู้ เราจะไม่มีทางที่จะจัดการและรักษามันไว้ได้เลย” ซุกเดฟ กล่าว และพร้อมกับกล่าวต่อว่า ถึงแม้แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ทราบถึงความสูญเสียในทรัพยากรออกมา แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีผลข้างเคียงที่อาจจะตามมาก็คือ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจและทางธุรกิจอาจจะลดลง เพราะว่ามีการนำต้นทุนทรัพยากรทางธรรมชาติมาคิดคำนวณเข้าไปด้วย
แต่ถึงกระนั้น ซุกเดฟ มั่นใจว่าภายใน 35 ปีต่อจากนี้ มาตรการดังกล่าวน่าจะพร้อมนำมาใช้ และคาดอีกว่าภายใน 7 ปี บริษัททั่วโลกน่าจะนำมาใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันได้จริง สาเหตุสำคัญที่ทำให้ซุกเดฟสามารถพูดออกมาได้อย่างมั่นใจเช่นนี้ได้ เพราะข้อมูลจากธนาคารโลกเปิดเผยว่า ภายในการประชุมสหประชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล (ริโอ+20) ซึ่งเป็นเวทีการหารือระดับนานาชาติว่าด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยมีทั้งภาครัฐและบริษัทเอกชนกว่าหลายร้อยรายเข้าร่วม
รัฐบาลจาก 57 ประเทศ เช่น สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และบริษัทเอกชนรายใหญ่กว่า 86 บริษัท ซึ่งประกอบไปด้วย วอลมาร์ต พูมา ยูนิลีเวอร์ วูเวิส และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เป็นต้น ได้เห็นพ้องต้องกันที่จะร่วมผลักดันแนวคิดการนำความสูญเสียทางธรรมชาติที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจมาคิดรวมเข้ากับผลประกอบการ หรือการขยายตัวของจีดีพี ให้เกิดขึ้นจริงตามที่ซุกเดฟนำเสนอ
ทั้งนี้ แม้แนวคิดดังกล่าวจะเพิ่งมีการนำมาผลักดันกันอย่างจริงจัง ทว่าที่ผ่านมาก็เริ่มมีบางประเทศนำแนวคิดดังกล่าวไปใช้แล้ว ซึ่งก็ได้ผลดี อีกทั้งได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายของประเทศเลยทีเดียว
อาทิ ที่มัลดีฟส์ ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กกลางมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งปัจจุบันมีการออกกฎหมายสั่งห้ามจับปลาฉลามสีเทา หลังจากที่พบความจริงว่าปลาฉลามแต่ละตัวสามารถช่วยสร้างมูลค่าและเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้มากถึง 3,300 เหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 1.023 แสนบาท) ในขณะที่หากจับขึ้นมาจะเหลือมูลค่าเพียงแค่ตัวละ 32 เหรียญสหรัฐเท่านั้น (ราว 992 บาท)
ในขณะที่ยูกันดาได้ออกกฎหมายปกป้องและสั่งห้ามการทำการเกษตรในพื้นที่ชุ่มชื้นในเขตกัมปาลา หลังจากที่คำนวณออกมาแล้วพบว่า จะต้องใช้เงินราว 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพื่อใช้เครื่องจักรกำจัดสิ่งปฏิกูล แต่ในขณะที่การรักษาหนองน้ำไว้เฉยๆ ไม่ต้องใช้เงินเลยสักเหรียญเดียว
ด้านอินเดียถึงกับประกาศเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ว่าจะผลักดันให้กลายเป็นประเทศที่มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ได้อย่างเต็มตัวภายในปี 2558 ส่วน ออสเตรเลียประกาศที่จะใช้มาตรการภาษี การปล่อยก๊าซคาร์บอนในเร็วๆ นี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวคอสตาริกาได้ริเริ่มมากว่าทศวรรษแล้ว เพื่อนำรายได้จากส่วนดังกล่าวไปอนุรักษ์ป่าไม้
ส่วนภาคเอกชนในหลายประเทศเริ่มนำแนวคิดดังกล่าวไปใช้แล้วเช่นกัน เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าที่ต้องการทราบผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้รับรู้ โดยซูเปอร์มาร์เก็ตของเทสโก้ฯ ที่อังกฤษ ได้มีการระบุข้อมูลของปริมาณคาร์บอนที่ใช้ในสินค้านั้นๆ ลงในรายละเอียดพร้อมกับป้ายบอกโภชนาการทางอาหาร หรือสรรพคุณส่วนประกอบของสินค้าต่างๆ ด้วย
อย่างไรก็ตาม แนวคิดการตีมูลค่าสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อนำมาใช้วัดการเติบโตดังกล่าว ก็ยังถูกหลายฝ่ายตั้งคำถามและยังมีอุปสรรคอยู่อีกมากถึงความเป็นไปได้ในข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านจากรัฐบาลในชาติกำลังพัฒนาหลายประเทศ ที่ขาดซึ่งทรัพยากรและความเชี่ยวชาญในการดำเนินมาตรการการนำความสูญเสียในสิ่งแวดล้อมมาคิดคำนวณเข้ากับการเติบโตของเศรษฐกิจ
เพราะปัจจุบันลำพังเพียงแค่การคิดคำนวณตัวเลขการเติบโตของจีดีพีเดิมๆ ก็ยังต้องใช้เวลาและยังขาดความน่าเชื่อถืออยู่อีกมาก
อีกทั้งการนำแนวคิดดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงอยู่ว่า จะรู้ได้เช่นไรว่ามูลค่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติจะมีจำนวนเท่าไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับการใช้กฎเกณฑ์ราคาในตลาด ที่ใช้ในการตัดสินมูลค่าสินค้าและบริการมาใช้ในการคำนวณในระบบสิ่งแวดล้อม ซึ่งในอดีตไม่เคยมีการทำมาก่อน
“เพราะทรัพยากรธรรมชาติหลายสิ่งไม่เคยถูกตีค่าจากราคาในตลาดอย่างเป็นทางการมาก่อน ฉะนั้นเราจะประเมินคุณค่าของมันได้อย่างไร อีกทั้งส่วนใหญ่ยังถกเถียงกันถึงคุณค่าในตัวของสิ่งต่างๆ ยังไม่ตกผลึกเลย” โปนาฟ เซ็น อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติของอินเดีย กล่าวพร้อมยกตัวอย่างว่ามีผู้คนอีกจำนวนมากที่เสนอว่าทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ควรมีค่าเท่ากับศูนย์
เพราะไม่รู้ว่าจะประเมินค่าสิ่งๆ นั้นอย่างไร ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งคิดว่าควรที่จะประเมินค่าอย่างไม่มีข้อจำกัด เพราะมนุษย์ไม่สามารถที่จะประเมินคุณค่าของสิ่งใดๆ ได้อย่างเที่ยงแท้
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของแฮนนา กริฟฟิทส์ แห่ง กลุ่มเคลื่อนไหวการพัฒนาของโลกในอังกฤษ ซึ่งเป็นองค์การที่เคลื่อนไหวการต่อต้านความยากจน เขียนลงในบทความในหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน ที่ระบุว่า การประเมินหรือให้มูลค่าในทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างเป็นไปอย่างยากลำบาก
เช่น น้ำที่แข็งเป็นน้ำแข็ง ของเหลว ก๊าซซึ่งถูกพบในทุกๆ ที่ จากในมหาสมุทรลึก ในป่าฝนเขตร้อนชื้น ธารน้ำแข็งบนภูเขาสูง ใต้ผิวดิน ซึ่งในแต่ละกระบวนการมีที่มาต่างกันโดยสิ้นเชิง นั้นควรจะมีมูลค่าเทียบเท่ากันหรือไม่ และควรหรือไม่ที่น้ำจากทะเลสาบใหญ่จะมีมูลค่าสูงกว่าแหล่งที่มาจากอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังอาจจะส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้เป็นเรื่องของการพาณิชย์และเรื่องของมูลค่าไปทั้งหมด ทั้งๆ ที่ความจริงควรเป็นสิ่งที่ทุกคนควรเข้าถึงและร่วมกันรับผิดชอบ
ไม่เพียงเท่านั้น แนวคิดดังกล่าวยังอาจถูกคัดค้านจากเหล่าบริษัทเอกชนอีกหลายแห่ง เพราะการนำมาใช้จะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินธุรกิจและทำให้สินค้าที่ผลิตออกมามีราคาแพงขึ้น
ตัวอย่างเช่น หากวันหนึ่งวิธีการในการประเมินคุณค่าป่าไม้ซึ่งวัดจาก ต้นไม้ที่ถูกแปรรูปเป็นไม้เพื่อส่งขาย ถูกแทนที่การประเมินด้วยปริมาณการปล่อยสารพิษคาร์บอนที่ต้นไม้ดูดซับไว้ จากสัตว์ที่ช่วยในกระบวนการเติบโตของต้นไม้ จากน้ำที่ต้นไม้ช่วยกลั่นกรอง และจากฟืนที่ต้นไม้มอบให้ หรือวัดจากมูลค่าใหม่ในมุมมองของคนในรุ่นต่อไป
สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามมา และจะทำให้ราคาไม้แพงขึ้นหลายเท่าตัว
ขณะที่ล่าสุด มาตรการเก็บภาษีคาร์บอนซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวัดมูลค่าของมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในขณะนี้ก็ยังมีปัญหา โดยเฉพาะการขอซื้อโควตาปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มเติมต่อหน่วย ซึ่งปัจจุบันราคาในตลาดผันผวนขึ้นลงอย่างมากในตลอดหลายปีที่ผ่านมาจาก 5500 เหรียญสหรัฐต่อหน่วย (ราว 1551.55 หมื่นบาท)
กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าแนวทางดังกล่าวจะนำไปสู่การลงมือปฏิบัติได้จริงหรือไม่ แต่เชื่อแน่ว่าแนวโน้มการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของโลกต่อจากนี้ไปจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น และจะมีมาตรการและข้อตกลงใหม่ๆ มาใช้อย่างแน่นอน
เพราะหากไม่รีบหาทางดำเนินการรับมือ เชื่อได้เลยว่าสักวันหนึ่ง มนุษย์ต้องได้รับผลตอบแทนจากการกระทำของตนเองที่ทำร้ายโลกไว้อย่างแน่นอน







