
เฟดระวิงเวลาอยู่ "โอเปอเรชัน ทวิสต์"
ธนาคารกลางสหรัฐเมินคิวอี3 เลือกต่ออายุโครงการขายพันธบัตรระยะสั้น ซื้อพันธบัตรระยะยาวแทน นักวิเคราะห์เชื่อยังมีโอกาสได้เห็นยาแรงครั้งหน้า ขณะเศรษฐกิจจีนส่อวิกฤตภาคการผลิตซบเซายาวเป็นเดือนที่ 8
ธนาคารกลางสหรัฐเมินคิวอี3 เลือกต่ออายุโครงการขายพันธบัตรระยะสั้น ซื้อพันธบัตรระยะยาวแทน นักวิเคราะห์เชื่อยังมีโอกาสได้เห็นยาแรงครั้งหน้า ขณะเศรษฐกิจจีนส่อวิกฤตภาคการผลิตซบเซายาวเป็นเดือนที่ 8
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เอเชียแปซิฟิกดิ่งลงถึง 1.4% เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบ ซึ่งร่วงลงมาอยู่ต่ำสุดในรอบ 18 เดือน หลังจากผิดหวัง เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ดำเนินมาตรการผ่อนปรนทางการเงิน (คิวอี3) แต่เลือกที่จะต่ออายุมาตรการขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อนำไปซื้อพันธบัตรระยะยาว หรือโอเปอเรชัน ทวิสต์ ในวงเงิน 2.67 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.4 ล้านล้านบาท) แทน โดยขยายอายุไปจนถึงสิ้นปี 2555 จากเดิมที่มาตรการดังกล่าวจะหมดอายุลงในเดือน มิ.ย.นี้
ขณะเดียวกันเฟดยังได้ลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปี 2555 นี้ ลงมาอยู่ที่ระหว่าง 1.9–2.4% จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ว่าจะขยายตัวได้ราว 2.4–2.9% และยังลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2556 และ 2557 อีกด้วย พร้อมกับยังคงแนวโน้มที่จะตรึงดอกเบี้ยต่ำ 0–0.25% ต่อไปจนถึงปี 2557
เบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ กล่าวว่า เฟดรู้สึกกังวลต่อวิกฤตการณ์อันเรื้อรังในยุโรป ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐ นอกจากนี้ยังกังวลถึงแนวโน้มการตัดลดงบประมาณและมาตรการขึ้นภาษีในประเทศซึ่งจะมีขึ้นในปลายปีนี้ หากรัฐสภาไม่มีการยับยั้งอีกด้วย ทว่าเฟดก็พร้อมที่จะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากขึ้น หากยังไม่เห็นการฟื้นตัวในตลาดแรงงานที่มากพอ
ขณะที่เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายต่างคาดว่าสถานการณ์ของตลาดแรงงานในสหรัฐจะฟื้นตัวได้ช้าลงกว่าในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา โดยปัจจุบันอัตราการว่างงานของสหรัฐอยู่ที่ 8.2% ในเดือน พ.ค.
รอยเตอร์ส ระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งต่างคาดการณ์ว่าในที่สุดแล้ว เฟดอาจต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แรงขึ้น โดยเฉพาะมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเพื่อช่วยซื้อพันธบัตร หรือคิวอีครั้งที่ 3 หลังจากที่มาตรการ 2 ระลอกก่อนหน้า ได้ซื้อพันธบัตรรวมแล้ว 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 72.5 ล้านล้านบาท) ขณะที่บริษัทพันธบัตรชั้นนำหลายแห่งในวอลสตรีต ต่างยังคงเชื่อว่ามีโอกาส 50/50 ที่เฟดจะงัดมาตรการคิวอีออกมาใช้อีกครั้ง
ท่าทีของเฟดในครั้งนี้ ได้สร้างความผิดหวังต่อตลาดทุนส่วนใหญ่ทั่วโลก และส่งผลให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงถ้วนหน้า อาทิ ตลาดฮ่องกงปรับตัวลดลง 1.4% ตลาดเซี่ยงไฮ้ดิ่งลง 1.4% และตลาดหุ้นโซล ลดลง 0.73% ด้านทองคำในตลาดโคเม็กซ์สหรัฐลดลง 7.4 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 1,615.8 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส งวดส่งมอบเดือน ส.ค. ปรับตัวลดลงถึง 1.4 เหรียญสหรัฐ หรือต่ำสุดในรอบ 8 เดือน มาอยู่ที่ 80.05 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ปฏิกิริยาด้านลบของตลาดทุนโลกยังเป็นผลพวงมาจากความกังวลถึงสภาพเศรษฐกิจจีน หลังจากธนาคารเอชเอสบีซี ได้เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ล่าสุดของจีนในเดือน มิ.ย. ซึ่งขยายตัวได้ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 มาอยู่ที่ 48.1 จาก 48.4 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากภาคการส่งออกและอุปสงค์ในประเทศที่ลดลง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดิ่งลงติดต่อกันนาน คล้ายกับเมื่อครั้งวิกฤตการณ์ภาคการเงินในสหรัฐเมื่อปี 2551 และยังสะท้อนด้วยว่าการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนหลายระลอกก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ผล
เอเอฟพีรายงานว่า บรรดานักวิเคราะห์ ต่างเห็นตรงกันว่าทางการจีนอาจต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามมาอีก เพื่อช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ซบเซาลง แม้ว่าทางการจะเพิ่งประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี และมาตรการกระตุ้นการลงทุนออกมาหลายขนานก็ตาม
“ภาคการผลิตของจีนในเดือน มิ.ย. ยังคงซบเซาลง และด้วยปัจจัยภายนอกที่ยังอิทธิพลอย่างสูง ภาคการส่งออกของจีนก็น่าจะยังคงซบเซาลงต่อเนื่องไปอีกไม่กี่เดือนหลังจากนี้” ชี ฮองบิน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชียของเอชเอสบีซี กล่าว
ทั้งนี้ ยอดการส่งออกใหม่ของเดือน มิ.ย.ปีนี้ ยังถือเป็นยอดที่ลดลงอย่างหนักที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2552 อีกด้วย โดยทางเอชเอสบีซีจะเปิดเผยรายงานฉบับเต็มออกมาในเดือนหน้า







