
เอเชียเสี่ยงเจ็บหนักพึ่งยุโรปเยอะเกินไป
สื่อนอกเตือนเอเชียไม่ได้แข็งแกร่งทุกประเทศ คาดกลุ่มชาติพึ่งพาการส่งออกเจ็บตัวหนักหากยุโรปร่อแร่ ขณะที่หลายชาติยังหนี้ท่วมจากผลพวงวิกฤตการณ์การเงินสหรัฐ 4 ปีก่อน
สื่อนอกเตือนเอเชียไม่ได้แข็งแกร่งทุกประเทศ คาดกลุ่มชาติพึ่งพาการส่งออกเจ็บตัวหนักหากยุโรปร่อแร่ ขณะที่หลายชาติยังหนี้ท่วมจากผลพวงวิกฤตการณ์การเงินสหรัฐ 4 ปีก่อน
หนังสือพิมพ์วอลสตรีตเจอร์นัล รายงานว่า แม้เอเชียจะมีบทเรียนมาแล้วจากวิกฤตการณ์ภาคการเงินระหว่างปี 2540–2541 ซึ่งทำให้มีการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตการณ์หนี้ยุโรปในปัจจุบันได้ดีขึ้น ทว่าไม่ใช่ทุกประเทศที่มีภูมิต้านทานที่แข็งแกร่ง เนื่องจากหลายประเทศซึ่งรวมถึงประเทศไทย ยังคงพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ทำให้มีความเสี่ยงสูงหากวิกฤตการณ์ในยุโรปทวีความรุนแรงขึ้น
รายงานดังกล่าวซึ่งได้วิเคราะห์ความเสี่ยงจากการค้าและความเชื่อมโยงทางการเงินกับยุโรป รวมถึงสถานะทางการเงินและการคลัง ระบุว่า หลายเขตเศรษฐกิจในเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก อาทิ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดหากเศรษฐกิจยุโรปล่มสลาย อาทิ เกาหลีใต้ ซึ่งมีการส่งออกรถยนต์และสมาร์ตโฟนเป็นสัดส่วนถึง 50% ของจีดีพี ขณะที่การส่งออกของไต้หวันก็คิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด
สำหรับประเทศไทยนั้น ยังคงเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนการส่งออกไปยุโรปถึง 6.9% อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็มีจุดแข็งด้านความพยายามเพิ่มการบริโภคในประเทศให้มากขึ้น จากนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 40% นอกจากนี้ยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศถึง 49% ของจีดีพี มีหนี้สาธารณะ 42% ของจีดีพี และมีการพึ่งพาเงินทุนจากยุโรปที่ต่ำเพียง 6.5%
“สหภาพยุโรปยังคงเป็นตลาดสำคัญของภูมิภาคเอเชีย โดยที่ไม่สามารถหาตลาดอื่นมาแทนที่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในช่วงสั้นๆ นี้” ซันเจย์ มาเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารอาร์บีเอส กล่าว
ขณะเดียวกัน ประเทศที่พึ่งพาเงินทุนและการลงทุนภายนอกจากยุโรปก็จะได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้กัน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ประเมินระหว่างวิกฤตการณ์การเงินเมื่อปี 2551 ว่า ทุกๆ 1% ที่มีการดึงเงินกู้ออกไปจากธนาคารต่างชาติ จะส่งผลให้ธนาคารในประเทศปล่อยกู้ลดลงตาม 0.6%
ทั้งนี้ สิงคโปร์และฮ่องกง ถือเป็นชาติเอเชียที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากธนาคารในยุโรปมากที่สุด และอาจนำไปสู่การปลดพนักงานเพื่อลดต้นทุนตามมา ส่วนมาเลเซียนั้นก็มีสัดส่วนการกู้ยืมจากยุโรปถึง 20% ของจีดีพี
นอกจากนี้ บางประเทศ อาทิ เวียดนาม ญี่ปุ่น และอินเดีย ก็ไม่สามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก เนื่องจากมีภาระหนี้สูงจากมาตรการกระตุ้นในวิกฤตการณ์ทางการเงินสหรัฐเมื่อปี 2551







