
NASA กับสงครามอวกาศStar Wars เรื่องไม่ลับที่โลกต้องรู้
การขออนุญาตเข้ามาตั้งศูนย์วิจัยด้านสภาพอากาศที่ “สนามบินอู่ตะเภา” ในประเทศไทย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
การขออนุญาตเข้ามาตั้งศูนย์วิจัยด้านสภาพอากาศที่ “สนามบินอู่ตะเภา” ในประเทศไทย ขององค์การบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติสหรัฐ หรือนาซา ย่อมนำมาซึ่งการตั้งคำถามไม่น้อย เนื่องจากคนส่วนใหญ่ต่างรู้จักนาซากันเพียงแค่แง่มุมของกิจกรรมนอกโลก ตั้งแต่การสำรวจดวงจันทร์ ดาวอังคาร หรือการส่งดาวเทียมโคจรรอบโลก
เพียงแค่บอกว่านาซาจะมาตั้งสถานีศึกษาวิจัยด้านสภาพอากาศ หรือชื่อเต็มๆ ในภาษาอังกฤษว่า Southeast Asia Composition, Cloud, Climate Coupling Regional Study (SEARC4RS) หลายฝ่ายก็อาจถึงกับหัวหมุน สังเกตได้จากการให้ข่าวของฝ่ายรัฐบาลไทยเอง ที่ไม่เคยระบุรายละเอียดของโครงการดังกล่าวแม้แต่น้อย โดยอ้างเพียงว่าไม่น่าเป็นห่วงและไม่มีประเด็นความมั่นคงให้เคลือบแคลง เพราะเป็นเพียงโครงการด้านสภาพอากาศเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ทั้งที่โครงการ SEARC4RS เป็นโครงการสำรวจและเก็บตัวอย่างเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศ สภาพอากาศ คุณภาพของอากาศ และการโคจรของดาวเทียม ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว นาซา มีความเกี่ยวโยงกับ ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ กันอย่าง “แยกไม่ออก”
โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่การแข่งขันทางด้านอวกาศ หรือ Space Race กำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ โดยเปลี่ยนคู่แข่งจากยุคสมัยของอดีตสหภาพโซเวียต มาเป็น “จีน” แทน และยังเป็นยุคสมัยที่สงคราม “ข้อมูลข่าวสาร” ตั้งแต่ข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามไปจนถึงสภาพอากาศ มีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่าเรื่องใด
สงครามอิรักในปี 2003 กับปฏิบัติการตื่นตระหนกและตกใจกลัว หรือ Shock-and-Awe คือตัวอย่างสำคัญที่ทางการสหรัฐยอมรับว่าเป็นสงครามที่มีการใช้ข้อมูลทางอวกาศอย่างเต็มตัว โดยมีการใช้เทคโนโลยีทางอวกาศจากดาวเทียมต่างๆ เพื่อกำหนดเป้าหมายการโจมตีอย่างสมบูรณ์ ซึ่ง 70% ของอาวุธที่ใช้ถล่มเป้าหมายต่างๆ นั้นล้วนถูกบังคับทิศทางผ่านดาวเทียมทางทหารทั้งสิ้น
มีการเปิดเผยว่า กระสวยอวกาศเอ็นดีฟเวอร์ (Endeavour) ซึ่งถูกปล่อยขึ้นจากฐานที่แหลมคานาวารัล ในฟลอริดา เมื่อต้นปี 2000 นั้น ยังมีภารกิจลับอย่างหนึ่งก็คือ การสำรวจโลกเพื่อจัดทำแผนที่พื้นผิวโลกด้วยความละเอียดสูง 3D โครงการนี้ได้รับงบสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือเพนตากอน กว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีการนำแผนที่ดังกล่าวไปใช้ในสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน เพื่อช่วยกำหนดเป้าหมายโดยตรง
ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โดยพื้นฐานแล้วการทดลองทางอวกาศของนาซาจะใช้ในด้านพลเรือน แต่ความรู้ทางอวกาศหรือผลที่ได้บางอย่างอาจนำไปใช้ต่อยอดทางทหาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพ เช่น เรื่องของการนำวิถีและดาวเทียมสอดแนม
ขณะที่การเข้ามาสำรวจและเก็บตัวอย่างสภาพชั้นบรรยากาศครั้งนี้ ก็อาจมีการนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ต่อยอดพัฒนาทางทหาร เช่น การพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ (UAVs) โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสภาวการณ์ในปัจจุบัน ที่จีนเพิ่มงบประมาณทางทหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สหรัฐก็เพิ่งประกาศว่าจะกลับเข้ามายังเอเชียอีกครั้ง โดยจะโยกย้ายทหารเข้ามายังภูมิภาคแห่งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 60% ท่ามกลางความคุกรุ่นเรื่องข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ที่ยังไร้ทางออก
ความไร้เดียงสาว่านาซาเป็นเพียงองค์กรพลเรือนทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่ทำการศึกษาวิจัยในเชิงสันติเท่านั้น อาจเป็นมโนคติที่ต้องมีการทำความเข้าใจใหม่ หากได้ศึกษาข้อมูลต่างๆ ที่มีการเปิดเผยในข่าวทั่วไปแม้แต่เว็บไซต์ของนาซาเอง
ในช่วงกลางปี 2007 นาซาได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับกองทัพบกของสหรัฐ ในความร่วมมือเพื่อวิจัยด้านอวกาศร่วมกัน โดยมีใจความสำคัญที่การสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันได้อย่างเสรี ซึ่งทางกองทัพบกสหรัฐได้ระบุว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนาซานั้น ช่วยให้กองทัพบกยังคงเป็นหน่วยงานที่มีความเข้มแข็งทางเทคโนโลยีสูงและยืนอยู่เหนือคู่แข่งไปอีกหลายป
การแข่งขันด้านแสนยานุภาพทางการทหารของเหล่าอภิมหาอำนาจโลกนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคพื้นดิน น่านน้ำ หรือน่านฟ้า อีกต่อไป
จากข้อมูลของเว็บไซต์วิกิลีกส์ ระบุว่า ฝ่ายสหรัฐและจีนมีการแข่งขันทางอวกาศ หรือ Star Wars arms race กันเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ต้นปี 2007 โดยเฉพาะหลังจากที่จีนแสดงศักยภาพสั่งยิงดาวเทียมสภาพอากาศของจีน ซึ่งอยู่ไกลถึง 530 ไมล์เหนือพื้นโลก เพื่อแสดงให้เห็นความสามารถในการทำลายเป้าหมายระยะไกล ก่อนที่สหรัฐจะข่มขวัญด้วยวิธีเดียวกันในช่วงต้นปีถัดมา และจีนยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอวกาศ ด้วยการส่งกระสวยอวกาศขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง อาทิ ยานเสิ่นโจว และเทียนกง
อย่างไรก็ตาม ปณิธาน มองว่า โครงการสำรวจสภาพบรรยากาศของสหรัฐในประเทศไทย อาจเป็นโอกาสดีในแง่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจะได้ประโยชน์ร่วมจากข้อมูลการวิจัยด้วย หากเรื่องนี้มีการบริหารจัดการที่ดีและโปร่งใส
“เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์กับไทยด้วยต่อหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ หรือกระทรวงศึกษาธิการ หากเราบริหารจัดการให้ดีและทำให้มีความโปร่งใส ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น ซึ่งที่จริงแล้วไทยเราน่าจะมีอำนาจต่อรองได้มาก แต่ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลมีการเจรจาในเรื่องนี้อย่างไร” ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และความมั่นคง กล่าว
ความโปร่งใสนี่เองที่อาจเป็นข้อกังขาอย่างหนึ่งในกลุ่มคนทั่วไป โดยที่ยังไม่ได้เชื่อมโยงเข้ากับประเด็นการขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อให้ “กองทัพสหรัฐ” ใช้เป็นศูนย์บรรเทาภัยพิบัติในภูมิภาคนี้ด้วยซ้ำ
เพราะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คนทั่วโลกยังจำได้ดีถึงกรณี “คุกลับ” (Secret Prisons) ที่ทางสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ หรือซีไอเอ ไปเจรจากับหลายประเทศขอใช้สถานที่อันไม่เปิดเผย เพื่อใช้สอบสวนทรมานนักโทษในคดีก่อการร้ายต่างๆ โดยเว็บไซต์จอมล้วงข้อมูลอย่างวิกิลีกส์ ระบุว่ามีในหลายประเทศยุโรป อาทิ โปแลนด์ โรมาเนีย ฮังการี และยังมีขึ้นในประเทศไทยด้วย ขณะที่รัฐบาลของโปแลนด์ได้ยอมรับในเวลาต่อมาว่ามีคุกลับซีไอเอในประเทศจริง
การตั้งข้อสงสัยถึงเจตนาแท้จริงของสหรัฐ หรือแม้แต่ฝ่ายรัฐบาลไทย จึงอาจไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยหรือเป็นแค่การคิดไปเองแต่อย่างใด หากยังไม่มีฝ่ายใดคิดไขข้อข้องใจทั้งหลายให้กระจ่างโดยเร็ว







