
เมื่อเวทีมวยย้ายมาอยู่ในสภา
ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมามีหลายประเทศที่เกิดเหตุ สส.ยกพวกเข้าทำร้ายกันอยู่ไม่น้อย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นเรื่องที่ถูกกล่าวขวัญกันไปทั่วทุกสารทิศ สำหรับเหตุความวุ่นวายภายในรัฐสภาไทยในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อการพิจารณาเพื่อผ่านร่างพระราชบัญญัติปรองดอง ที่มุ่งหมายจะนำไปสู่การสร้างความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติจากความขัดแย้งในอดีต ต้องกลายสภาพมาเป็นสมรภูมิสงครามของผู้เข้าร่วมประชุมขนาดย่อมๆ ไป เพราะเหล่าผู้แทนอันทรงเกียรติได้เปลี่ยนบทบาทจากสงครามน้ำลายที่สาดใส่กัน มาเป็นการยกพวกเข้าเผชิญหน้ากัน จากความไม่พอใจที่ต่างฝ่ายต่างหาว่าอีกฝ่ายไม่รักษากติกาก่อน
ทั้งนี้ ว่าแม้จะไม่มีการใช้กำลังรุนแรงอย่างชัดแจ้ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้นำมาซึ่งความหดหู่และน่าสังเวชใจให้แก่จิตใจของประชาชนชาวไทยที่ได้พบเห็นไม่น้อย เพราะผู้แทนอันทรงเกียรติที่เลือกเข้าไปทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องให้ประชาชน กลับทำตัวเป็นปัญหาเสียเอง ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะที่สยามเมืองยิ้ม (ไม่ออก) เพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ก่อนหน้านี้เพียงไม่ถึงสิบวัน ที่ยูเครนก็มีเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้น แต่ดีกรีความร้อนแรงและโหดนั้น ต้องบอกว่ามากกว่าที่บ้านเราหลายสิบเท่านัก
เมื่อเหล่าบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลของยูเครน ต่างยกพวกเข้าตะลุมบอนกันอย่างบ้าคลั่ง ชนิดที่เอาช้างมาฉุดไว้ก็ไม่อยู่ หลังจากเริ่มอภิปรายร่างกฎหมายอนุญาตให้พื้นที่บางส่วนของประเทศสามารถใช้ภาษารัสเซียเป็นภาษาราชการไปได้ไม่นาน
ในระหว่างเกิดเหตุชุลมุนวุ่นวายขึ้น แม้จะมี สส.บางส่วนพยายามวิ่งเข้าไปห้ามและพยายามแยกคู่กรณีออกจากกัน แต่สุดท้ายก็ดูเหมือนว่าการห้ามจะไร้ผล และต้องกลายเป็นคู่กรณีเพิ่มไปอีกคน จนนำไปสู่สภาพมวยหมู่ที่เกิดขึ้นในท้ายที่สุด
และไม่น่าเชื่อว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงถึงขนาดทำให้ สส.หลายคนต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลเป็นการเร่งด่วน เช่น เมียคโอลา เปทรัก สส.ฝ่ายค้าน ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกของแข็งกระแทกที่ศีรษะจนแตกเป็นแผลลึก และต้องเข้ารับการปฐมพยาบาลจากเจ้าหน้าที่รัฐสภา ก่อนจะถูกส่งไปโรงพยาบาลต่อในสภาพสะบักสะบอมและมีคราบเลือดเปรอะอยู่เต็มเสื้อ
สำหรับสาเหตุที่นำไปสู่การห้ำหั่นกันด้วยหมัดนั้น เกิดขึ้นเพราะฝ่ายรัฐบาลซึ่งมีแนวนโยบายถือหางรัสเซียต้องการเร่งผลักดันออกกฎหมายอนุญาตให้ชาวยูเครนทางภาคตะวันออก ซึ่งติดอยู่กับรัสเซียและเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค สามารถใช้ภาษารัสเซียเป็นภาษาราชการได้ โดยหวังจะอาศัยความได้เปรียบจากคะแนนเสียงข้างมากที่อยู่
ขณะที่พรรคฝ่ายค้านซึ่งมีแนวนโยบายฝักใฝ่ชาติตะวันตก ก็พยายามคัดค้านทุกวิถีทางที่จะทำได้เพื่อฉุดรั้งไม่ให้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านรัฐสภาไปได้ เนื่องจากต้องการให้ยูเครนสลัดพ้นจากอิทธิพลของรัสเซีย
ทั้งนี้ ต้องบอกก่อนว่า ในอดีตยูเครนเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ในสมัยที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต ก่อนที่จะแยกตัวเป็นรัฐเอกราชในเวลาต่อมา ภายหลังที่สหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 2534 ฉะนั้นชาวรัสเซียบางส่วนจึงมีความคิดที่แตกแยกกัน โดยส่วนหนึ่งยังอยากจะใกล้ชิดกับเพื่อร่วมสหภาพโซเวียตเดิม ขณะที่อีกส่วนต้องการหลุดพ้นจากอิทธิพลของรัสเซีย และหันไปหาชาติตะวันตกแทน
อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในยูเครนนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือน เม.ย. 2554 ได้เคยเกิดความวุ่นวายในรัฐสภามาแล้ว เมื่อครั้งที่มีการพิจารณากฎหมายการขยายเวลาให้กองทัพเรือรัสเซียสามารถขยายเวลาเช่าฐานทัพเรือในเมืองเซวาสโตโปล ซึ่งอยู่ที่แหลมไครเมีย ที่เดิมที่จะหมดลงในปี 2560 ขึ้นไปเป็นปี 2580 แทน
ในครั้งนั้นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านคนหนึ่งได้แสดงความไม่พอใจด้วยการขว้างไข่ใส่ท่านประธานรัฐสภาที่มาจากฝ่ายรัฐบาล หลังจากที่ดูแล้วว่าการขัดขวางของพรรคฝ่ายค้านคงจะไม่เป็นผล
จนทำให้ท่านประธานรัฐสภาต้องหยิบร่มกันฝนขึ้นมาเป็นเครื่องกำบังไข่อย่างทุลักทุเล ขณะที่นั่งอยู่บนบัลลังก์
ทว่า ทุกอย่างไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะต่อมาไม่อีกอึดใจ สมาชิกพรรคฝ่ายค้านยังได้ขว้างระเบิดควันแถมมาให้อีก 2 ลูก จนทำให้กลุ่มควันจากระเบิดฟุ้งไปทั่วทั้งอาคารรัฐสภา
ทั้งนี้ แม้ว่าจะเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้น แต่ในที่สุดสมาชิกรัฐสภาก็กลับมาประชุมกันต่อได้และผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวไปในที่สุด ด้วยคะแนนเสียงข้างมากที่มีอยู่กว่า 236 จากทั้งหมด 450 เสียง ท่ามกลางเสียงตะโกนโห่ร้องจากสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน
นอกเหนือจากที่ยูเครนแล้ว ในอดีตที่ผ่านมาในช่วง 4-5 ปีมานี้ก็มีหลายประเทศที่เกิดเหตุ สส.ยกพวกเข้าทำร้ายกันอยู่ไม่น้อย เช่น ที่เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอิตาลี
สำหรับกรณีของเกาหลีใต้นั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 2552 โดยขณะนั้นสมาชิกพรรคแกรนด์เนชันแนลปาร์ตี้ของประธานาธิบดี ลีเมียงบัก ที่ต่างวิ่งกรูกันลงมาจากที่นั่งมายังที่นั่งของประธานรัฐสภา เพื่อเร่งให้มีการผ่านมติกฎหมายการลดข้อกำหนดที่เข้มงวดจากการเข้าเป็นเจ้าของกิจการสื่อลงโดยเร็ว เป็นผลทำให้สมาชิกพรรคฝ่ายค้านจำนวนมากไม่พอใจและวิ่งลงมาเพื่อตอบโต้
จนทำให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มมีปากเสียงและนำไปสู่การใช้กำลังเข้าห้ำหั่นใส่กันในที่สุด โดย สส.หญิงคนหนึ่งของพรรคฝ่ายค้านได้ร่วมเข้าประจัญบานในเหตุชุลมุนครั้งนี้ โดยกระโดดเข้าบีบคอ สส.ชายฝ่ายตรงข้ามและพยายามทุ่มลงกับพื้น
ทั้งนี้ ผลจากการเข้าตะลุมบอนกันอย่างวุ่นวาย เป็นผลให้ สส.หลายคนต้องได้รับบาดเจ็บและต้องถูกหามส่งโรงพยาบาล
และเหตุการณ์เช่นนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับเกาหลีใต้เช่นกัน โดยปี 2551 สส.พรรคฝ่ายค้านคนหนึ่งได้นำค้อนขนาดใหญ่เข้ามาเพื่อหวังจะทุบประตูเข้าไปขัดขวางการพิจารณาร่างข้อตกลงการค้าเสรีเกาหลี-สหรัฐ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการของรัฐสภา
ไต้หวัน เมื่อปี 2550 สส.ฝ่ายพรรครัฐบาลต่างกรูกันไปปิดล้อมที่นั่งประธานรัฐสภาเช่นกัน เนื่องจากไม่พอใจที่พรรคฝ่ายค้านเตะถ่วงการออก พ.ร.บ.งบประมาณการเงินของประเทศ ขณะที่ สส.พรรคฝ่ายค้านก็ไม่พอใจจึงพยายามเข้าไปช่วยประธานรัฐสภาที่เป็นคนของพรรคฝ่ายค้าน
แต่ในที่สุดก็กลายเป็นการปะทะและการเป็นเหตุยกพวกตะลุมบอนไป โดยภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้แยกออกจากกัน สส.หญิงคนหนึ่งปรากฏรอยแผลขนาดใหญ่ที่แขนของเธอ ขณะที่ สส.ชายอีกคนหนึ่งถูกหามส่งโรงพยาบาล หลังจากที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่ศีรษะ
ขณะที่อิตาลี ได้เกิดความวุ่นวายในรัฐสภาขึ้นมาแล้วเมื่อเดือน ต.ค. 2554 โดย สส.พรรคฝ่ายค้านคนหนึ่งได้ลุกขึ้นกล่าววิพากษ์วิจารณ์ สส.ฝ่ายรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน เนื่องจากรัฐบาลปฏิเสธที่จะเดินหน้าแผนปฏิรูประบบบำนาญ จึงเป็นเหตุให้ สส.ฝ่ายค้านรายนี้อดรนทนไม่ไหวเลยหยิบยกข้อมูลขึ้นมากล่าวพาดพิงไปถึงภรรยาของ สส.ฝ่ายรัฐบาลคนหนึ่ง ว่าเป็นผู้ที่อาศัยช่องว่างจากแผนเกษียณก่อนกำหนดทั้งๆ ความจริงยังทำงานต่อไปได้
เมื่อได้ยินดังนั้น ก็ดูเหมือนว่า สส.ที่ถูกวิจารณ์จะทนไม่ได้ เพราะไม่ใช่เพียงแค่ด่าเฉพาะตัว แต่ยังด่าไปถึงภรรยาที่เคารพด้วย ฉะนั้นจึงไม่ยอมและได้รวมพรรคพวกต่างฝ่ายต่างเข้ารุมทำร้ายกันกลางที่ประชุมรัฐสภา
จนทำให้สภาต้องหยุดพักการประชุมไปเป็นเวลาหลายสิบนาที
เห็นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่า วันนี้ที่ประชุมอันทรงเกียรติในรัฐสภา ได้กลายเป็นสนามมวยไปเรียบร้อยแล้วหรืออย่างไร







