
'ซูจี'ผงาดเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ลั่นพร้อมเป็นส่วนหนึ่งอาเซียน
ผู้นำฝ่ายค้านพม่าที่ทั่วโลกจับตามอง แสดงวิสัยทัศน์ประกาศความพร้อม
ผู้นำฝ่ายค้านพม่าที่ทั่วโลกจับตามอง แสดงวิสัยทัศน์ประกาศความพร้อม
เป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน ในเวทีประชุมระดับโลกที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) วอนนานาชาติช่วยสร้างงานในประเทศ
การประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ว่าด้วยภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 พ.ค.–1 มิ.ย. ที่ กทม. ปิดฉากลงแล้ว โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่สื่อมวลชนทั่วโลกจับตามองมากที่สุด คือ การเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมของ อองซานซูจี ผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยคนสำคัญในพม่า ซึ่งได้ประกาศในเวทีประชุมครั้งนี้ว่า พม่าพร้อมพัฒนาไปข้างหน้าเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนและแสดงความเชื่อมั่นว่าประธานาธิบดีเต็งเส่งของพม่า จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศจริงตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้
เลขาธิการพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ได้ออกโรงเรียกร้องนานาชาติเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูปประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นหลักประกันว่าการปฏิรูปในพม่าจะเป็นไปอย่างยั่งยืนและไม่ถอยหลัง โดยยังแสดงความเชื่อมั่นในตัวผู้นำประเทศด้วยว่าจะเดินหน้าปฏิรูปประเทศจริงตามที่ได้ให้คำมั่น ทว่า อนาคตของพม่านั้นก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเต็งเส่งแต่เพียงผู้เดียว จึงวอนให้ทั่วโลกช่วยจับตามองความเคลื่อนไหวในพม่าอย่างใกล้ชิด
“ฉันไม่สามารถบอกได้ว่า รัฐบาลจริงใจเพียงใดในการปฏิรูปประเทศ เพราะฉันอ่านใจพวกเขาไม่ได้ แต่เพราะที่ผ่านมารัฐบาลยืนยันว่า ต้องการสร้างความปรองดองภายในประเทศ และให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าปฏิรูป เราจึงต้องช่วยกันจับตามองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพม่าอย่างใกล้ชิด ไม่เพียงแต่ในประเทศ แต่ต้องช่วยกันทั้งในระดับภูมิภาคและโลก” ซูจี กล่าว
หนึ่งในประเด็นที่อองซานซูจีกำลังวิตกกังวลมากที่สุด คือ การสร้างงานในประเทศ เนื่องจากอัตราการว่างงานขณะนี้อยู่ในระดับสูงมาก โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว ซึ่งเปรียบได้ดังระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่พร้อมจะฉุดการปฏิรูปประเทศได้ทุกเมื่อ
“การสร้างงานคือการสร้างความหวัง ดังนั้นหากคนหนุ่มสาวต้องสิ้นหวัง ก็เท่ากับอนาคตของประเทศก็สิ้นหวังเช่นเดียวกัน” ซูจี กล่าวต่อผู้เข้าร่วมประชุม
ผู้นำฝ่ายค้านของพม่ายังเรียกร้องให้บรรดาบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในพม่าอย่างรอบคอบ โดยขอให้นักลงทุนเหล่านี้ให้ความสำคัญกับการสร้างงาน มากพอๆ กับการคิดถึงผลกำไรของบริษัท เพื่อช่วยปลดชนวนระเบิดเวลาของปัญหาการว่างงานในประเทศ โดยเห็นว่าบริษัทต่างชาติควรช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการฝึกอบรมทักษะแรงงานให้กับชาวพม่า
“พม่าไม่ต้องการเป็นคนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มประเทศที่ยังล้าหลัง เพราะเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่พัฒนา
นอกจากนี้ ผู้นำฝ่ายค้านพม่ายังย้ำว่า การเข้ามาลงทุนของต่างชาตินั้น ไม่ควรกระตุ้นปัญหาคอร์รัปชันให้เพิ่มขึ้น หรือเน้นแต่สร้างรายได้ของกลุ่มนายทุนเพียงฝ่ายเดียว
“การทุจริตและความไม่เท่าเทียมกันในระหว่างที่ประเทศกำลังอยู่ในช่วงกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน เพราะเราไม่ต้องการให้การลงทุนนั้นทำให้ คนรวยรวยขึ้น ขณะที่คนจนต้องจนลง” ซูจี กล่าว พร้อมวอนให้บรรดานักลงทุนต่างชาติที่กำลังเข้ามาลงทุนในพม่า ช่วยพม่ากำจัดการทุจริตคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำในประเทศ
นอกจากนี้ พม่าซึ่งได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ว่าด้วยเอเชียตะวันออกครั้งต่อไป ที่กรุงเนย์ปิดอว์ ยังต้องเดินหน้าปฏิรูปด้านกฎหมายและระบบศาลของประเทศ ให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น โดยซูจีมองว่าการปฏิรูปรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงการบัญญัติกฎหมายใหม่ แต่หมายถึงการบังคับกฎหมายที่มีอยู่เดิมให้มีความเป็นธรรม โดยไม่มีการปกป้องกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ขณะเดียวกันซูจียังได้เล็งเห็นถึงความสำคัญด้านการดำเนินนโยบายพลังงานของประเทศอย่างเร่งด่วน เนื่องจากพม่ายังล้าหลังจากประเทศอื่นๆ อย่างมาก
“ขณะที่เดินทางมาไทยได้เห็นแสงไฟสว่างไสวของ กทม. แม้ว่าเคยเห็นมาแล้ว แต่ในครั้งนี้ทำให้ตระหนักได้ว่า พม่าแตกต่างกับไทยอย่างชัดเจน และทำให้รู้ว่าพม่าต้องการนโยบายด้านพลังงานอย่างเร่งด่วน เห็นได้จากการประท้วงเรื่องการขาดแคลนพลังงานที่เกิดขึ้นในขณะนี้” ซูจี กล่าว
ในขณะที่ซูจีได้ย้ำความเชื่อมั่นของพม่าในเวทีการประชุมระดับโลกอยู่นั้น ทางฝั่งของรัฐบาลพม่าก็มีความเคลื่อนไหวไปในเชิกบวกที่สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในวันเดียวกัน
เอเอฟพีได้รายงานอ้างการเปิดเผยของ ตินท์ ฉ่วย ผู้อำนวยการฝ่ายลงทะเบียนและการตรวจตราสื่อของพม่า ว่าทางหน่วยงานจะยุติบทบาทการควบคุมสื่อพม่าภายในเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณครั้งสำคัญว่า พม่าอาจตัดสินใจยกเลิกระบบการควบคุมสื่อที่ได้ชื่อว่าเข้มงวดที่สุดในโลก และมีมานานติดต่อหลายสิบปีลง
“หลังสิ้นสุดเดือน มิ.ย.นี้เป็นต้นไป เราจะไม่มีภารกิจตามราวีสื่ออีกต่อไป จะไม่มีการเฝ้าจับตาหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารท้องถิ่นในพม่าอีก ไม่ใช่ว่าเราพร้อมหรือไม่ แต่ผมอยากบอกว่า นี่คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว เรามีทั้งรัฐสภาและรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย แล้วเราจะมีกระบวนการเซ็นเซอร์ไปพร้อมกันได้อย่างไร” ตินท์ ฉ่วย ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี
ทั้งนี้ พม่าได้ชื่อว่ามีระบบการเซ็นเซอร์สื่อที่เข้มงวดมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยมีการตรวจตราสิ่งพิมพ์ก่อนที่จะพิมพ์และวางจำหน่ายตั้งแต่หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ไปจนถึงผลตรวจรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารพม่าก่อนหน้านี้







