
จับตาวิกฤตหนี้ยุโรป แผนยูโรบอนด์ไม่ลงตัว ผู้นำแตกคอ
เป็นอีกหนึ่งสัปดาห์ที่น่าผิดหวังสำหรับความคืบหน้าในการแก้ไขวิกฤตหนี้ยูโรโซน เมื่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (อียู)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นอีกหนึ่งสัปดาห์ที่น่าผิดหวังสำหรับความคืบหน้าในการแก้ไขวิกฤตหนี้ยูโรโซน เมื่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) นัดพิเศษอย่างไม่เป็นทางการเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ ยังคงมีความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ลงตัว โดยเฉพาะเรื่องการออกพันธบัตรยูโรโซน 17 ประเทศร่วมกัน (ยูโรบอนด์) ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส แต่ได้รับการคัดค้านอย่างหนักจากเยอรมนี
ทั้งนี้ เยอรมนีเกรงว่าแนวทางดังกล่าวจะทำให้บรรดาประเทศที่เป็นหนี้อยู่แล้วไม่รักษาวินัยการคลังต่อไป และอาจทำให้ปริมาณหนี้เพิ่มขึ้นอีก แถมยังทำให้เยอรมนีต้องถูกดึงเข้าไปรับภาระหนี้ร่วมกับกลุ่มประเทศที่เป็นหนี้อีกระลอกไม่จบสิ้น จนไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างเต็มที่ ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจในปัจจุบันของเยอรมนีมีพื้นฐานที่มั่นคงเข้มแข็ง ยืนยันได้จากอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในยุโรป
แม้ที่ประชุมอียูนัดพิเศษจะประกาศอย่างหนักแน่นว่า ต้องการให้กรีซเป็นสมาชิกของกลุ่มยูโรโซนต่อไป โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องดำเนินตามแผนที่แลกเปลี่ยนกับเงินช่วยเหลือไว้อย่างเคร่งครัด แต่ทว่าแหล่งข่าววงในซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสของยูโรโซน เผยว่า การประชุมกลุ่มคณะทำงานยุโรป (อีดับเบิลยูจี) เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ ต่างเห็นพ้องกันว่าอียูควรเตรียมแผนฉุกเฉินเพื่อรับมือ หากกรีซออกจากกลุ่มยูโรโซนอย่างกะทันหัน
ไม่เพียงเท่านั้น ข่าวร้ายที่ยังตามมาติดๆ คือ แบงก์เกีย ธนาคารรายใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของสเปน ออกมาร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล 1.5 หมื่นล้านยูโร เนื่องจากธนาคารมีปัญหาหนี้เสียที่เกิดจากการปล่อยกู้ให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก ขณะที่คณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลักทรัพย์ของสเปน ต้องสั่งระงับการซื้อขายในตลาดหุ้นของแบงก์เกียชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ขณะนี้อาจกระทบต่อการซื้อขายหุ้นสามัญ
การส่งสัญญาณครั้งนี้ทำให้นักลงทุนต่างกังวลว่าความอ่อนแอของภาคธนาคารครั้งนี้ อาจจะเป็นตัวจุดชนวนวิกฤตหนี้ระลอกใหม่ขึ้นต่อจากกรีซอีกครั้ง
นอกจากนี้ ตัวเลขผลสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งใช้เป็นเครื่องวัดผลผลิตและการขยายตัวทางอุตสาหกรรมของกลุ่ม 17 ประเทศยูโรโซนของเดือน พ.ค. ที่จัดทำโดยบริษัท มาร์กิต ผู้ให้บริการทางการเงินของอังกฤษ ก็ออกมาตอกย้ำให้เห็นถึงแนวโน้มที่เลวร้ายของสถานการณ์วิกฤตหนี้ยูโรโซนมากขึ้น เมื่ออัตราการขยายตัวทำได้ต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี โดยอยู่ที่ 48.7 ขณะที่เดือน เม.ย. อยู่ที่ 49.3
จากแนวโน้มที่ออกมาในลักษณะเช่นนี้ ทำให้องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) เตือนว่า ขณะนี้การเติบโตและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกเสี่ยงที่จะได้รับผลสะเทือนจากวิฤตหนี้ยุโรปเป็นอย่างมาก พร้อมกันนี้ยังได้เรียกร้องให้บรรดาประเทศยุโรปหันมาใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ด้านธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่น ในปีนี้จาก 8.2% ลงมาเหลือเพียง 7.6% พร้อมกับเตือนว่าให้เอเชียเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจากผลกระทบวิกฤตหนี้ยุโรป โดยเฉพาะเหล่าบรรดาประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดยุโรปและสหรัฐเป็นหลัก ให้หันมาเน้นการสร้างการเติบโตและการบริโภคจากตลาดภายในประเทศแทน เนื่องจากวิกฤตหนี้ยุโรปทำให้ปริมาณความต้องการนำเข้าและบริโภคลดน้อยลง โดยเห็นได้จากปริมาณการส่งออกของไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ในเดือน มี.ค.ที่ลดลง
พร้อมกันนี้ได้ย้ำว่า หากสถานการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนเกิดภาวการณ์ชะลอตัวอย่างรุนแรง (ฮาร์ดแลนดิง) เมื่อใด การเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งเอเชียแปซิฟิกจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากจีนมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างมาก โดยเห็นได้จากอัตราส่วนของจีดีพีของทั้งภูมิภาคที่จีนครองสัดส่วนอยู่ถึง 80%
นอกจากนี้ จีนยังเป็นแหล่งช่วยดูดซับสินค้าบริการ รวมถึงการลงทุนจากต่างชาติที่นำเข้าไปในจีนอีกด้วย
อย่างไรก็ดี เวิลด์แบงก์ได้เตือนว่า แม้ปัจจุบันหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียจะหันมากระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยมาตรการลดดอกเบี้ยและมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องไม่ละเลย คือ ปัญหาเงินเฟ้อที่จะตามมาจากการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเป็นเวลานาน โดยทุกประเทศในเอเชียจะต้องเตรียมพร้อมยกเลิกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินด้วย
ซูจีเตรียมออกนอกประเทศครั้งแรกในรอบ 24 ปี
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เนียนวิน โฆษกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของพม่า (เอ็นแอลดี) ระบุว่า อองซานซูจี แกนนำคนสำคัญของพรรคจะออกเดินทางเยือนไทยวันที่ 29 พ.ค.นี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ว่าด้วยภูมิภาคเอเชียตะวันออก ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.–1 มิ.ย.นี้
การเข้าร่วมการประชุมนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีที่ ซูจี ได้เดินทางออกนอกประเทศ หลังจากที่ถูกรัฐบาลทหารพม่ากักบริเวณไว้ในบ้านพัก
ขณะเดียวกันมีรายงานจากแหล่งข่าววงในว่า ประธานาธิบดี เต็งเส่ง ของพม่า ก็จะเดินทางเข้าร่วมการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ที่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน







