
เศรษฐีมะกันพุ่ง16% สัญญาณดีสหรัฐฟื้น
โพสต์ทูเดย์
— จำนวนเศรษฐีในสหรัฐพุ่งสูงขึ้นราว 16% ส่งสัญญาณดีต่อภาพรวม เศรษฐกิจในประเทศรายงานผลการสำรวจจำนวนเศรษฐีในสหรัฐจากบริษัท สเปกเตรม กรุ๊ป ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 10 มี.ค. ระบุว่า จำนวนของเศรษฐีในสหรัฐพุ่งสูงขึ้นถึง 16% ในปี 2552 หลังจากที่ดิ่งลงราว 27% ในปี 2551 ต่ำสุดในรอบ 5 ปี
ทั้งนี้ ในรายงานผลสำรวจดังกล่าว ระบุว่า เมื่อปีที่แล้วมีครอบครัวชาวอเมริกันราว 7.8 ล้านครัวเรือน ที่มีสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอย่างน้อย 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 32.68 ล้านบาท)
ขณะที่เมื่อปี 2551 ตัวเลขจำนวนเศรษฐีลดลงอย่างมากไปอยู่ที่ 6.7 ล้านราย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยในสหรัฐ ซึ่งเมื่อเทียบกับตัวเลขของปี 2552 แล้วมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงราว 1.1 ล้านราย
อย่างไรก็ตาม จำนวนของเศรษฐีในสหรัฐที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา ก็ยังคงต่ำกว่าสถิติที่เคยมีในปี 2550 ซึ่งอยู่ที่ราว 9.2 ล้านราย
จอร์จ วอลเปอร์ ประธานบริษัท สเปกเตรม กรุ๊ป กล่าวว่า ตัวเลขของเศรษฐีที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงเป็นข่าวดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ แต่ทว่ายังเป็นผลที่ดีเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีอีกด้วย
นอกจากนี้ วอลเปอร์ก็ยังหวังว่าไม่เพียงแต่จำนวนเศรษฐีในประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น การปรับลดของตัวเลขอัตราการว่างงานในประเทศก็จะเป็นการสร้างความมั่นใจได้ดีมากกว่า โดยวอลเปอร์อยากที่จะเห็นตัวเลขอัตราการว่างงานในประเทศปรับลดลงมาอยู่ที่ 67% ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจได้อย่างยิ่งว่าเศรษฐกิจของสหรัฐมีการฟื้นตัวอย่างเต็มที่แล้ว
ทั้งนี้ ในรายงานระบุว่า เศรษฐีสหรัฐจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ราว 62 ปี ขณะที่อายุเฉลี่ยของกลุ่มเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 163 ล้านบาท) จะมีอายุอยู่ที่ราว 67 ปี
นอกจากนี้ ผลการสำรวลล่าสุดยังระบุว่า จำนวนของมหาเศรษฐีซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์อย่างต่ำอยู่ที่ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 163 ล้านบาท) เพิ่มสูงขึ้นถึง 17% มาอยู่ที่ราว 9.8 แสนครัวเรือน จากราว 8.4 แสนครัวเรือน ในปี 2551 อีกด้วย โดยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีอาชีพผู้บริหารระดับสูง และทำงานอยู่ในบริษัทเอกชน
สำหรับกลุ่มฐานะในระดับปานกลางหรือค่อนข้างดีจะมีอายุอยู่ระหว่าง 5164 ปี ซึ่งโดยเฉลี่ยก็จะอยู่ที่ราว 58 ปี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ทำงานอยู่ในระดับผู้จัดการของบริษัท
การสำรวจดังกล่าวในสหรัฐมีขึ้นทุกปี เพื่อเป็นอีกหนึ่งดัชนีในการชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปีนี้มีการสำรวจจากครัวเรือนที่มีรายได้ราว 3,000 ครัวเรือน ผ่านระบบออนไลน์







