
ไทยหนีรองบ๊วยคอร์รัปชัน
สิงคโปร์ขาวสุดอินโดรั้งท้าย เตือนสู้การเมืองฉ้อฉลเจอตอ
โพสต์ทูเดย์
— ไทยทำผลงานดีขึ้น ปีนี้กระโดดหนีอันดับสองประเทศสุดฉ้อฉลขึ้นมา 3 อันดับบริษัทจัดอันดับความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ (เพิร์ก) จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีระดับการคอร์รัปชันอยู่ในอันดับที่ 12 จากทั้งหมด 16 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยคะแนน 7.60 จุด ทำผลงานได้ดีขึ้นจากปีที่แล้วที่เคยรั้งอันดับที่ 15 หรือเป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชันสูงที่สุดรองจากอินโดนีเซีย
ผลการจัดอันดับในปีนี้อินโดนีเซียยังรั้งอันดับสุดท้ายที่ 16 หรือยังคงเป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชันรุนแรงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ด้วยคะแนน 9.27 จากคะแนนเต็ม 10 ปรับขึ้นมาจากเมื่อปีที่แล้วที่ 8.32 ซึ่งหมายถึงสถานการณ์คอร์รัปชันในอินโดนีเซีย เลวร้ายกว่าปีที่แล้ว
สำหรับประเทศรองแชมป์คอร์รัปชันที่เข้ามาแทนที่ไทยในอันดับที่ 15 ในปีนี้คือ กัมพูชา ด้วยคะแนน 9.10 จุด จากที่เคยอยู่ในอันดับที่ 14 เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่เวียดนามอยู่ในอันดับที่ 14 และฟิลิปปินส์อยู่ในอันดับที่ 13 ด้วยคะแนน 8.07 จุด และ 8.06 จุด ตามลำดับ
ทั้งนี้ ประเทศที่มีการคอร์รัปชันน้อยที่สุดในปีนี้ยังคงเป็นของสิงคโปร์ ด้วยระดับการคอร์รัปชันเพียง 1.42 จุด อย่างไรก็ตาม ฮ่องกงสูญเสียอันดับ 2 ให้กับออสเตรเลียซึ่งทำคะแนนในปีนี้ 2.28 จุด ส่วนฮ่องกงในอันดับ 3 ทำคะแนนอยู่ที่ 2.67 จุด ตามมาด้วยสหรัฐ 3.42 จุด ญี่ปุ่น 3.49 จุด มาเก๊า 4.96 จุด เกาหลีใต้ 5.98 จุด ไต้หวัน 6.28 จุด มาเลเซีย 6.47 จุด จีน 6.52 จุด และอินเดียในอันดับที่ 11 ที่ 7.18 จุด
สำหรับปัญหาคอร์รัปชันเรื้อรังในอินโดนีเซีย เพิร์ก ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศนี้ยังรั้งท้ายของการจัดอันดับ คือ การที่สมาชิกสภาเรียกร้องให้มีการสอบสวนกรณีที่ประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน พร้อมด้วยรองประธานาธิบดี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตัดสินใจให้การช่วยเหลือทางการเงินกับแบงก์ เซนจูรี เมื่อปี 2551 ซึ่งข้อกล่าวหานี้อาจมุ่งเป้าโจมตีทางการเมือง เนื่องจากผู้นำอินโดนีเซียชูนโยบายกวาดล้างการคอร์รัปชันมาโดยตลอด
“
การคอร์รัปชันได้กลายเป็นข้อหาที่ถูกนำมาใช้โดยนักการเมืองที่ฉ้อฉลเพื่อปกป้องตัวเองจากการปฏิรูปอย่างถอนรากถอนโคน การต่อสู้กับการคอร์รัปชันอาจเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกบิดเบือนจนกลายเป็นความฉ้อฉลเสียเอง” เพิร์ก ระบุทั้งนี้ การสำรวจของเพิร์กจัดทำขึ้นระหว่างเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วถึงเดือน ก.พ.ปีนี้ โดยทำการสัมภาษณ์ผู้บริหารอาวุโสของภาคธุรกิจภายใน 16 ประเทศที่ทำการสำรวจจำนวน 2,147 คน







