
โซเชียลมีเดีย สมรภูมิรบมิติใหม่ "นักประท้วง VS รัฐจีน"
ปรากฏการณ์ “นักเคลื่อนไหวตาบอด” อย่าง เฉินกวงเชิง นักเคลื่อนไหวต่อต้านนโยบายลูกเดี่ยวของจีนที่แหกหนีการคุมขังเข้าไปในสถานทูตสหรัฐในกรุงปักกิ่ง จนกลายเป็นวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าเฉินกวงเชิงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนยิ่งของนักเคลื่อนไหวจีนรุ่นใหม่ที่เริ่มใช้โซเชียลมีเดีย และโลกออนไลน์ เป็นเครื่องมือท้าทายรัฐบาลจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปรากฏการณ์ “นักเคลื่อนไหวตาบอด” อย่าง เฉินกวงเชิง นักเคลื่อนไหวต่อต้านนโยบายลูกเดี่ยวของจีนที่แหกหนีการคุมขังเข้าไปในสถานทูตสหรัฐในกรุงปักกิ่ง จนกลายเป็นวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าเฉินกวงเชิงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนยิ่งของนักเคลื่อนไหวจีนรุ่นใหม่ที่เริ่มใช้โซเชียลมีเดีย และโลกออนไลน์ เป็นเครื่องมือท้าทายรัฐบาลจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อเทียบกับเมื่อ 25 ปีที่ผ่านมาที่เป็นยุคเฟื่องฟูของนักเคลื่อนไหวในจีน ทั้งหวังต้าน ไจ้หลิง และอู๋ไคไซ นักเคลื่อนไหวรุ่นเก่าๆ นั้น ถือว่าพวกเขาเหล่านั้นแทบจะไม่มีเครื่องมืออะไรต่อกรกับรัฐบาลจีนได้มากนักนอกเหนือจากออกไปตะโกนร้องประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินก่อนจะถูกจับกุม
แต่สำหรับเฉินกวงเชิงนั้น ปฏิบัติการหลบหนีเข้าไปในสถานทูตสหรัฐ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการใช้โทรศัพท์สมาร์ตโฟน ที่ทำให้เจ้าตัวติดต่อโดยตรงกับเจ้าหน้าที่สภาคองเกรสของสหรัฐถึงกรุงวอชิงตัน ทำให้เจ้าหน้าที่สหรัฐที่วอชิงตันได้ยินเสียงของเฉินกวงเชิงอย่างชัดเจน เสียงของนักเคลื่อนไหวผู้นี้ดังก้องไปทั่วรัฐสภาสหรัฐในกรุงวอชิงตันทีเดียว
“เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” วิลลี ลัม ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮ่องกงให้ความเห็น
“มีนักเคลื่อนไหวชาวจีนจำนวนมากที่พยายามร้องขอความช่วยเหลือไปยังนักการเมืองทั้งในยุโรปและสหรัฐ”
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กรณีการหลบหนีเข้าไปในสถานทูตสหรัฐของเฉินกวงเชิงนั้นถูกจับตาไปทั่วโลก เพราะเฉินกวงเชิงได้โพสต์คลิปวิดีโอยาว 15 นาที ลงบนเว็บไซต์ เป็นข้อความที่เฉินกวงเชิงร้องขอให้นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ให้การรับรองความปลอดภัย
คลิปวิดีโอดังกล่าวปรากฏขึ้นบนเว็บไซต์ยูทูบ และแพร่ไปทั่วโลก ถือเป็นครั้งแรกที่นักเคลื่อนไหวในจีนที่อ้าปากขอร้องไปถึงผู้นำประเทศโดยตรง และได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นด้วย
เฟลิม ไคน์ เจ้าหน้าที่จากกลุ่มจับตาสิทธิมนุษยชนให้ความเห็นว่า การใช้เทคโนโลยีและสื่อของกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในจีนกำลังได้ผล เนื่องจากสามารถส่งข้อความกระจายไปได้ไกลกว่าเดิม
นอกจาก เฉินกวงเชิง แล้ว ไอเหว่ยเหว่ย ศิลปินและนักเคลื่อนไหวชื่อดังของจีนก็ถือว่าเป็นผู้ใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารกับโลกภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการส่งข้อความทวีตต่อเนื่องวันละกว่า 20 ครั้ง ทำให้ไอเหว่ยเหว่ยเป็นนักเคลื่อนไหวที่รู้จักกันดีในโลกอินเทอร์เน็ต
จนเมื่อเดือนที่แล้วไอเหว่ยเหว่ยถูกสั่งให้ปิดเว็บแคมที่ติดตั้งไว้ในบ้านหลังจากที่เจ้าตัวออกโรงวิจารณ์รัฐบาลจีนที่จับตาเขามากเกินไป
“ไอเหว่ยเหว่ยถือเป็นผู้บุกเบิกในเรื่องนี้ เขาเป็นคนที่กระโจนเข้าไปในกระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ และเป็นผู้ปูทางในเรื่องนี้อย่างแท้จริง” ไคน์ กล่าว
ไอเหว่ยเหว่ย ยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนต่อกรณีที่ว่า นักเคลื่อนไหวจะท้าทายและเอาชนะการเซ็นเซอร์และอุปสรรคทั้งหลายทั้งมวลที่ภาครัฐพยายามขวางกั้นความคิดของคนคนหนึ่งได้อย่างไร
จากการใช้ช่องทางทางอินเทอร์เน็ต ไอเหว่ยเหว่ยสามารถระดมผู้สนับสนุนในจีนได้ถึง 3 หมื่นคน และยังสามารถระดมทุนเพื่อจ่ายภาษีที่เจ้าตัวถูกรัฐเรียกเก็บอย่างไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่จีนอีกด้วย ซึ่งการเรียกเก็บภาษีมหาโหดนั้นถือเป็นไม้เด็ดของเจ้าหน้าที่จีนเพื่อแก้เผ็ดบรรดานักเคลื่อนไหว
ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ “เหว่ยโป” ซึ่งเป็นไมโครบล็อกชื่อดังของจีน และเปรียบได้กับเว็บไซต์ “ทวิตเตอร์” ของชาวโลก ก็กำลังกลายเป็นแหล่งที่นักเคลื่อนไหวจีนและเจ้าหน้าที่จีนกำลังเล่นเกมแมวไล่จับหนูกันจ้าละหวั่นมากขึ้นด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่จีนต้องคอยไล่เซ็นเซอร์ข้อความในบล็อกเหว่ยโปถี่ขึ้นเรื่อยๆ
“เครือข่ายโซเชียลมีเดียอย่างเหว่ยโปกำลังมีพลังมากขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่” ไคน์ กล่าวและว่า ชุมชนออนไลน์ที่ไร้ตัวตนเหล่านี้กำลังกลายเป็นสิ่งท้าทายต่อระบบเซ็นเซอร์ของรัฐจีนมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
แน่นอนว่าทั้ง เฉินกวงเชิง และไอเหว่ยเหว่ยกำลังกลายเป็นต้นแบบให้กับนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ๆ ของจีนที่จะใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการเคลื่อนไหวมากขึ้น
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจีนกำลังจะแพ้
เพราะอย่างไรเสีย รัฐบาลจีนก็มีทั้งกำลังเงินและทรัพยากรเจ้าหน้าที่ ตลอดจนทรัพยากรด้านอื่นๆ มากกว่าหลายร้อยหลายพันเท่า
และที่สำคัญกว่านั้น สมรภูมิรบแนวใหม่ที่ขยายแนวสู่โลกออนไลน์นั้น จะยิ่งทำให้รัฐบาลจีนกวาดล้างหนักขึ้นๆ มากกว่าเก่าด้วยซ้ำไป
ศึกนี้ยาวไกล และร้อนแรงอย่างแท้จริง







