
ลุ้นระทึกเลืกตั้งผู้นำฝรั่งเศสศึกชี้ชะตาแผนกู้วิกฤตยูโร
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
กลายเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่ประวัติศาสตร์โลกจะต้องจารึกไว้ กับการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบที่ 2 ในวันนี้ เพราะผลลัพธ์ที่ได้ไม่เป็นเพียงแค่การชี้ชะตาอนาคตของชาวเมืองน้ำหอมในอีก 5 ปีข้างหน้าเท่านั้น
แต่อาจจะเป็นการจุดเปลี่ยนสำคัญของชะตากรรมหนี้สาธารณะของภูมิภาคยุโรปที่กำลังเข้าขั้นวิกฤตอยู่ในขณะนี้
การเลือกตั้งรอบที่ 2 ของฝรั่งเศสในวันที่ 6 พ.ค.นี้ เป็นผลพวงมาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรก ซึ่งจัดไปเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงชนะอย่างเด็ดขาดเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 50% ขึ้นไป
ดังนั้น การเลือกตั้งรอบ 2 จึงมีขึ้นตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศเพื่อหาเฟ้นผู้ที่จะมาเป็นประธานาธิบดี โดยนำผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด 2 อันดับแรกมาตัดสินชี้ขาดกันในรอบ 2 นี้ โดยการเลือกตั้งรอบแรกผู้ที่ทำคะแนนได้มากที่สุดมาเป็นอันดับหนึ่ง คือ ฟรองซัวส์ ออลลองด์ แห่งพรรคสังคมนิยม ด้วยคะแนน 28.6% จากคะแนนเสียงทั้งหมด ขณะที่อันดับสอง คือ นิโกลาส์ ซาร์โกซี จากพรรคสหภาพขบวนการปวงชน (อูแอมเป) ซึ่งมีแนวคิดเสรีนิยมเอียงขวา โดยได้คะแนนที่ 27.1%
เท่ากับว่า การเลือกตั้งในวันนี้จะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดระหว่างออลลองด์ หน้าใหม่ผู้ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ กับซาร์โกซีผู้ที่ต้องการขอแก้มือในตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย
ทั้งนี้ ประเด็นที่ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ และเป็นประเด็นที่บรรดานักวิเคราะห์ทั้งหลายเห็นตรงกันว่า น่าจะมีส่วนในการชี้ชะตาของผู้สมัครท้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีฝรั่งเศสในครั้งนี้ก็คือ นโยบายด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่ต้องได้รับแก้ไข
สำหรับออลลองด์ ผู้สมัครที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ นโยบายด้านเศรษฐกิจค่อนข้างจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เช่น การเสนอเก็บภาษีรายได้ส่วนบุคคล 75% สำหรับผู้มีรายเกิน 1 ล้านยูโรต่อปี (ราว 49 ล้านบาท) จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กระตุ้นการจ้างงานของคนในวัยหนุ่มสาวและเด็กจบใหม่ ตลอดจนเสนอเปิดเจรจาแก้ไขข้อตกลงวินัยการคลังที่สมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) 25 ประเทศ ยกเว้นอังกฤษและเช็ก ได้ลงนามไปเมื่อเดือน มี.ค.ขึ้นใหม่ เพื่อให้มุ่งเน้นมาที่การเติบโตมากกว่ามุ่งตัดลดรายจ่าย
ด้านนโยบายเศรษฐกิจของซาร์โกซี ยังคงเป็นไปในทิศทางเดิม คือ มุ่งเน้นไปที่การฟื้นความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสให้กลับคืนมา หลังจากที่ต้องเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตหนี้ยูโรโซนอย่างหนัก จนสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ประกาศลดสถานะความน่าเชื่อถือจากระดับสูงสุดที่ AAA โดยนโยบายที่เด่นๆ ประกอบไปด้วย การลดค่าจ้างแรงงานในประเทศ เพื่อจูงใจและดึงดูดให้บริษัทและผู้ประกอบการไม่ย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ การเสนอโครงการฝึกอบรมเพิ่มพูนทักษะฝีมือแรงงานให้แก่ผู้ว่างงานขึ้นใหม่ และการจำกัดจำนวนผู้อพยพต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศให้น้อยลง เนื่องจากมองว่าผู้คนเหล่านี้เข้ามาแย่งงานชาวฝรั่งเศส ซ้ำยังก่อปัญหาสังคมมากมายตามมา
เมื่อพิจารณาจากนโยบายของผู้สมัครทั้งสอง จะเห็นได้ว่าไม่มีใครแตกต่างกันมากนัก เพราะต่างก็มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้คะแนนการเลือกตั้งรอบแรกระหว่างสองผู้สมัครจึงไม่ต่างกันมาก
แต่ดูเหมือนว่าขณะนี้กระแสความนิยมในออลลองด์จะสดใสและเปล่งรัศมีมากกว่าซาร์โกซี เห็นได้จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเมื่อ 4 วันก่อนของหลายสำนักชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ออลลองด์มีคะแนนนิยมเฉลี่ยอยู่ที่ 53% ขณะที่ซาร์โกซีเฉลี่ยอยู่ที่ 47%
ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักต่างวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้คะแนนนิยมซาร์โกซีตกต่ำลง ว่าเป็นผลมาจากความอัดอั้นตันใจของประชาชนที่มีต่อความล้มเหลวในการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ยุโรปภายใต้การนำของซาร์โกซีร์ ที่ทำให้ทุกวันนี้ประชาชนต้องเดือดร้อนจากแผนรัดเข็มขัดของรัฐบาล จนทำให้ล่าสุดระดับการว่างงานของประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์แตะระดับเกิน 11%
นอกจากนี้ ความลักลั่นและความไม่แน่นอนในจุดยืนของซาร์โกซี ซึ่งมุ่งผุดนโยบายเพื่อหาคะแนนนิยมจากฝ่ายอนุรักษนิยมจนมากเกินไป ภายหลังจากเห็นว่า มารีน เลอ ปอง ผู้สมัครชิงตำแหน่งจากพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ซึ่งมีแนวคิดทางอนุรักษนิยม หรือขวาจัด ได้คะแนนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อนในการเลือกตั้งรอบแรกที่ผ่านมาที่ 17.9% หรือราว 6 ล้านคน ก็นับเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้คะแนนนิยมของซาร์โกซีลดลง
ดังนั้น ประชาชนหลายคนรู้สึกเบื่อหน่ายซาร์โกซี และหันไปเทคะแนนให้ออลลองด์ แม้ว่าในใจบางคนอาจไม่ได้รู้สึกชื่นชอบและนิยมในตัวออลลองด์เลยก็ตาม เห็นได้จากกรณีของ ฟรองซัวส์ เบย์รู ผู้สมัครจากพรรคสายกลาง ที่มีแนวคิดเสรีนิยมได้คะแนนเสียงในรอบแรกเป็นอันดับที่ 5 หรือ 9.1% ถึงกับประกาศตัวออกมาสนับสนุนออลลองด์อย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่เบย์รูมีแนวนโยบายและอุดมการณ์ที่ตรงกันข้ามกับออลลองด์อย่างมาก โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ แต่กลับยอมให้การสนับสนุนออลลองด์แบบออกนอกหน้า โดยให้เหตุผลว่า เป็นเพราะซาร์โกซีโน้มเอียงเข้าหาและเอาใจกลุ่มอนุรักษนิยมมากจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบ 2 ของฝรั่งเศส ระหว่างออลลองด์และซาร์โกซีในวันนี้จะออกมาเป็นเช่นไร แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือ แนวทางการแก้ไขวิกฤตหนี้ยูโรโซนของฝรั่งเศสที่จะเปลี่ยนจากการมุ่งรัดเข็มขัดไปสู่การสร้างการเติบโตอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่สวนทางกลับความคิดของลูกพี่ใหญ่แห่งยูโรโซนอย่างเยอรมนี ที่ยืนกรานมาตลอดว่า แนวทางการรัดเข็มขัดตัดลดค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุด
ทั้งนี้ ออลลองด์และซาร์โกซีต่างยอมรับแล้วว่า แนวทางการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ที่มุ่งตัดลดรายจ่ายในปัจจุบันไม่ช่วยแก้ปัญหาใดๆ ซ้ำยังเป็นการเพิ่มปัญหาให้เลวร้ายหนักยิ่งขึ้นไปอีก
หลักฐานยืนยันก็คือ อัตราการว่างงานในกลุ่มยูโรโซนเมื่อเดือน มี.ค. ที่เพิ่มสูงสุดถึง 10.9% เป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการก่อตั้งกลุ่มยูโรโซนเป็นต้นมา ขณะที่ดัชนีการเติบโตภาคอุตสาหกรรม (พีเอ็มไอ) ของกลุ่มยูโรโซนก็ร่วงหล่นลงต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ 45.9% ภายหลังจากเริ่มใช้นโยบายรัดเข็มขัดมาได้ไม่นาน
ผู้เชี่ยวคาดการณ์ว่า หากออลลองด์เป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ ความร่วมมือของฝรั่งเศสที่มีกับเยอรมนี หัวเรือใหญ่ของยูโรโซนจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายไม่น่าจะราบรื่น เหมือนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาภายใต้การนำของซาร์โกซี ที่เออออห่อหมกและร่วมหัวจมท้ายกับเยอรมนีในการแก้ปัญหามาโดยตลอด เช่น การร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการผลักดันข้อตกลงวินัยการคลัง
ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาณที่บ่งบอกชัดต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เห็นได้จากคำพูดของออลลองด์ในช่วงดีเบตประชันนโยบายกับซาร์โกซี เมื่อวันพุธที่ 2 พ.ค. ที่ระบุว่า คำถามสำคัญสำหรับประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศส คือ จะเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขของยุโรปและจัดการกับความสัมพันธ์ที่มีต่อเยอรมนีเช่นไร
ด้วยแนวคิดที่แตกต่างจากซาร์โกซี นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ต่อไปอีกว่า ออลลองด์อาจจะต้องเผชิญหน้ากับการขัดขวางอย่างหนักหน่วงจากเยอรมนี ในการพยายามผลักดันให้มีการแก้ไขเนื้อหาข้อตกลงวินัยการคลัง เพื่อให้หันมามุ่งเน้นการสร้างการเติบโต แทนที่การมุ่งตัดลดงบประมาณผ่านการรัดเข็มขัดเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้ซาร์โกซีเป็นฝ่ายชนะ นักวิเคราะห์ต่างมองว่า โทนเสียงเดิมที่ซาร์โกซีมักจะเออออไปตามแนวทางรัดเข็มขัดของผู้นำเยอรมนี จะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน แต่อาจจะไม่หนักหน่วงเหมือนกับออลลองด์เท่านั้น โดยสิ่งที่ซาร์โกซีเสนอ คือ การให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ให้มากกว่าเดิม จัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนยุโรป เพื่อสนับสนุนให้การลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีระดับสูง เพื่อพลิกฟื้นและช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ แนวโน้มท่าทีที่น่าจะเกิดขึ้นของผู้นำฝรั่งเศสได้ส่งผลให้ อังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เริ่มที่ปรับเปลี่ยนท่าทีด้วยเช่นกัน เห็นได้จากการลดความดึงดันต่อมาตรการรัดเข็มขัด และหันมายอมรับแนวทางการสร้างการเติบโตที่ฝรั่งเศสเสนอมาในบางส่วน โดยแมร์เกิลกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอียูในเดือน มิ.ย.นี้ ยุโรปจะหันมาให้ความสำคัญกับแนวทางการสร้างการเติบโต
อย่างไรก็ตาม การออกมาผ่อนท่าทีเพื่อเตรียมรับมือต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงในฝรั่งเศสที่มีต่อแนวทางการแก้ไขวิกฤตหนี้ยูโรโซน ก็ไม่ได้หมายความว่าเยอรมนีจะยอมอ่อนข้อจากจุดยืนเดิมทั้งหมด โดยเป็นเพียงแค่การประนีประนอมของเยอรมนีมากกว่า เพราะเยอรมนียังต้องการให้ยูโรโซนยึดมั่นต่อแนวทางการรัดเข็มขัดต่อไป
“เยอรมนีฉลาดพอที่จะปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในการเมืองฝรั่งเศส และคนเยอรมนีก็ไม่ใช่คนที่ทำอะไรโดยไม่วางแผนก่อนล่วงหน้า” เอียงติเน ฟรานซิส นักวิเคราะห์ด้านการเมือง จากสถาบันฝรั่งเศสศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยเปิดในเยอรมนี กล่าว
สาเหตุหลักที่ทำให้เยอรมนียึดมั่นในแนวทางการแก้ไขแบบรัดเข็มขัด เป็นเพราะเยอรมนีมีบทเรียนฝังใจมาในอดีตที่ประชาชนต้องรับภาระในการช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ผ่านการระดมเงินจากภาษีประชาชนในประเทศ นอกจากนี้ในความคิดของเยอรมนีมองว่า แผนรัดเข็มขัดจะช่วยฟื้นความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและตลาดได้ เหมือนที่เยอรมนีเคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต
ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะการผลัดเปลี่ยนผู้นำของประเทศหนึ่งๆ มักส่งผลถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายการบริหารปกครองประเทศอยู่เสมอ ศึกเลือกตั้งแดนน้ำหอมในครั้งนี้ จึงกลายเป็นศึกตัดสินที่ทั่วโลก โดยเฉพาะ 17 ชาติสมาชิกซึ่งในเงินสกุลยูโรโซนอดที่จะจับตาม







