posttoday
แผ่นดินไหวยังเสี่ยงเขย่าสุมาตรา

แผ่นดินไหวยังเสี่ยงเขย่าสุมาตรา

22 เมษายน 2555

นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.6 ริกเตอร์ ที่อินโดนีเซีย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 เม.ย.

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.6 ริกเตอร์ ที่อินโดนีเซีย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงเกิดแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อกตามมาอย่างต่อเนื่องหลายระลอก ไล่ตั้งแต่เกาะสุมาตราจนถึงหมู่เกาะวานูอาตู และเกาะสุลาเวสี

ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อกที่ตามมา เริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นสัปดาห์ในวันที่ 16 เม.ย. โดยเกิดการสั่นไหวขนาด 5.8 ริกเตอร์ขึ้นเป็นที่แรกบริเวณเกาะสุลาเวสี ทางตอนกลางของอินโดนีเซีย จากนั้นก็ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.7 ริกเตอร์ขึ้นที่นอกชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะสุมาตราในช่วงเย็นวันเดียวกัน โดยศูนย์กลางอยู่ลึกลงไป 10 กิโลเมตร ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะสิเมียวเล นอกชายฝั่งด้านตะวันตกบริเวณตอนกลางของเกาะสุมาตรา อยู่ไม่ไกลกับจุดที่เกิดการสั่นไหว 8.6 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา

แผ่นดินไหวยังเสี่ยงเขย่าสุมาตรา

 

ขณะเดียวกันก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นขนาดรุนแรง 5.9 ริกเตอร์ นอกชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะชวา บริเวณช่องแคบซุนดา ที่ความลึกประมาณ 49 กิโลเมตร แต่ไม่มีรายงานความเสียหายเกิดขึ้น นอกจากนั้นที่นอกชายฝั่งหมู่เกาะวานูอาตู ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้น 6.5 ริกเตอร์ แต่ไม่มีการเตือนภัยคลื่นยักษ์สึนามิแต่อย่างใด

เคอร์รี เซียห์ ผู้อำนวยการศูนย์สังเกตการณ์ธรณีวิทยาของสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า ผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ขนาด 8.6 ริกเตอร์ ได้ทำให้เกิดแรงตึงเครียดบริเวณรอยเลื่อนเมนตาไว ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเกาะสุมาตรามากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงมากขึ้น

ไอเอ็มเอฟปรับขึ้นทิศทางเศรษฐกิจโลก

แม้ปัญหาหนี้ยุโรปจะยังไม่ได้จบลง และยังมีความเสี่ยงที่อาจจะได้เห็นสเปนเกิดวิกฤตเป็นรายต่อไป แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ได้ออกรายงานปรับขึ้นคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกใหม่ขึ้นมาอยู่ที่ 3.5% ในปี 2555 จากคาดการณ์เดิมที่ 3.3% พร้อมคำเตือนว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในสภาวะที่เปราะบางค่อนข้างมาก ซึ่งอาจจะได้รับแรงกระทบจากวิกฤตหนี้ยุโรปและราคาน้ำมันได้ทุกเมื่อ

ไอเอ็มเอฟ คาดการณ์ว่าในปีนี้เศรษฐกิจโลกจะมีอัตราการเติบโตที่ 3.5% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.1% ในปี 2556 โดยในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ราว 1.4% ขณะที่จีนจะเป็นพลังขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลก โดยจะเติบโตอยู่ที่ 8.2% ดีขึ้นกว่าการคาดการณ์ครั้งก่อน นอกจากนั้นเศรษฐกิจโลกจะได้อานิสงส์จากภาวะตลาดทุนของโลกที่ปรับตัวดีขึ้น พร้อมกับความหวาดวิตกต่อวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซนที่เริ่มผ่อนคลายลง

ขณะเดียวกัน การฟื้นฟูเศรษฐกิจในญี่ปุ่นและในประเทศไทยหลังภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวและน้ำท่วมนั้น ก็จะยิ่งช่วยเป็นแรงขับให้กับเศรษฐกิจเอเชียด้วย โดยสำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น ไอเอ็มเอฟคาดว่าจะเติบโต 5.5% ในปี 2555 และ 7.5% ในปี 2556 เป็นการเติบโตที่สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

โลกตอบรับการปฏิรูป คลายคว่ำบาตรพม่า

ความสำเร็จจากการเลือกตั้งซ่อมในพม่า ที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของ อองซานซูจี คว้าชัยชนะไปได้อย่างถล่มทลาย ทำให้ทั่วโลกพร้อมใจกันตอบรับด้วยการประกาศคลายมาตรการคว่ำบาตรกันหลายประเทศตลอดสัปดาห์นี้

ออสเตรเลียและนอร์เวย์นับเป็น 2 ชาติแรกที่ประกาศผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรพม่า และปรับความสัมพันธ์ทางการค้าให้เป็นระดับปกติ โดยออสเตรเลียจะยกเลิกกฎการห้ามเดินทาง มาตรการระงับการทำธุรกรรมทางการเงินกับเจ้าหน้าที่พม่า 260 คน ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดี เต็งเส่ง ด้วย แต่ยังคงการคว่ำบาตรดังกล่าวกับกลุ่มนายทหารราว 130 นายดังเดิมอยู่

สหรัฐก็ได้ประกาศในเวลาต่อมาเช่นกันว่า จะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรพม่า โดยประเดิมเบื้องต้นก่อนกับบรรดาองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอทั้งหลาย ให้สามารถเดินทางไปให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ในพม่าได้ ในขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) นั้น ได้บรรลุข้อตกลงในหลักการว่าจะระงับการคว่ำบาตรในทุกด้าน ยกเว้นเฉพาะด้านการซื้อขายอาวุธเป็นเวลา 1 ปี โดยจะมีการหารือเรื่องนี้อีกครั้งก่อนประกาศการตัดสินใจอย่างเป็นทางการ ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอียูที่ลักเซมเบิร์ก ในวันที่ 23 เม.ย.นี้

นอกจากความคืบหน้าเรื่องการผ่อนคลายการแซงก์ชันแล้ว นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ก็ยังได้เดินทางไปเยือนพม่าครั้งประวัติศาสตร์เพื่อหารือในหลายด้าน ทั้งการปฏิรูปทางการเมืองของพม่าและการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยยังได้พบซูจีด้วย โดยซูจีได้เปิดเผยตามมาในภายหลังว่า จะเดินทางไปเยือนอังกฤษและนอร์เวย์ตามคำเชิญในเดือน มิ.ย.นี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์