
2593 ญี่ปุ่นตกบัลลังก์เศรษฐีโลกขาดแรงงาน-หนี้ท่วม-เศรษฐกิจถดถอย
กูรูชี้ญี่ปุ่นตกลงบัลลังก์มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก ระบุคนสูงวัยล้นประเทศ ผลิตภาพการผลิตต่ำ หนี้ท่วม ด้านพาณิชย์เผย ยอดดุลการค้าปี 2554 ขาดดุลยับ สูงสุดในรอบ 3 ปี
กูรูชี้ญี่ปุ่นตกลงบัลลังก์มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก ระบุคนสูงวัยล้นประเทศ ผลิตภาพการผลิตต่ำ หนี้ท่วม ด้านพาณิชย์เผย ยอดดุลการค้าปี 2554 ขาดดุลยับ สูงสุดในรอบ 3 ปี
สถาบันนโยบายสาธารณะแห่งศตวรรษที่ 21 ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การสนับสนุนของสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (เคดันเรน) เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 เม.ย. ว่า ในปีภาย 2593 ญี่ปุ่นจะหลุดจากกลุ่มประเทศแถวหน้าที่ร่ำรวยและมีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่เคยเกื้อหนุนและสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเริ่มทรุดตัวลง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยล้นประเทศ สวนทางกับปริมาณประชากรวัยทำงานที่เริ่มลดน้อยลงทุกขณะเนื่องมาจากอัตราการเกิดต่ำ
นอกจากนั้น อัตราการออมและภาคการผลิตอุตสากรรมก็เริ่มลดลง ซึ่งจะทำให้ประเทศที่เคยมีอดีตอันเรืองรองทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ต้องพบกับช่วงเวลาอันตกต่ำในอนาคต
ถึงแม้ว่าความสามารถในเชิงผลิตของญี่ปุ่นจะยังอยู่ในระดับเกณฑ์เฉลี่ยของกลุ่มเศรษฐกิจชั้นนำของโลก แต่ทว่าในปี 2557 ผลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นจะเริ่มตามหลังอินเดีย และเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเริ่มหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในปี 2573 และในปี 2593 ญี่ปุ่นจะสูญเสียสถานะของการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก จากปัจจุบันที่เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก และจะอยู่ตามหลังอินเดีย
ในกรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะยังคงหดตัวอยู่ต่อๆ ไปอีกเป็นเวลานาน เนื่องจากเงื่อนไขและปัจจัยทางด้านการเงินของประเทศย่ำแย่ลง เช่น จีดีพีหดตัวลงไปสู่ในจุดที่จะทำญี่ปุ่นไม่สามารถยืนอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกได้อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในรายงานดังกล่าวแนะว่าสภาพดังกล่าวนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้น ถ้าหากภาครัฐของญี่ปุ่นสามารถแก้ปัญหาแรงงาน โดยเพิ่มปริมาณแรงงานแทนที่ประชากรสูงอายุได้ทัน และใช้นโยบายส่งเสริมให้สตรีเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดแรงงานในระดับเดียวกันกับที่สวีเดนเป็นอยู่ได้ทันภายในปี 2583 ก็จะทำให้ญี่ปุ่นสามารถยืนหยัดบนแถวหน้าของ 1 ใน 4 เศรษฐกิจโลกต่อไปได้
ในอดีตที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ก้าวขึ้นมาเป็นอยู่ในกลุ่มมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 25132523 ทว่าการเติบโตที่ร้อนแรงต้องชะงักลงเนื่องจากญี่ปุ่นต้องพบกับปัญหาฟองสบู่ในตลาดทุนและอสังหาริมทรัพย์
แม้ว่าญี่ปุ่นจะเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อฉุดรั้งให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง แต่ด้วยการเติบโตที่อ่อนแอและการใช้นโยบายอัดฉีด รวมถึงการกระตุ้นของภาครัฐที่เป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ กลับกลายเป็นการสร้างภาระขึ้นมาแทนที่ โดยเห็นได้จากปริมาณหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นให้มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นถึง 2 เท่าของจีดีพี ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า วิธีที่จะแก้คือการเพิ่มรายได้จากภาษี หรือการลดการใช้จ่ายของภาครัฐ เพื่อลดหนี้ลง
ทว่า แม้ในปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี โยชิฮิโกะ โนดะ ได้ผลักดันการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากปัจจุบันที่ 5% ไปเป็น 10% ในปี 2558 แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า หนี้สาธารณะของประเทศอาจจะพุ่งสูงขึ้นถึงถึง 600% ต่อจีดีพีในปี 2593
นอกจากนั้น ในรายงานของรัฐบาลญี่ปุ่นระบุเมื่อปีที่แล้วว่า คาดว่าภายในศตวรรษหน้าจำนวนประชากรญี่ปุ่นจะลดจำนวนลงเหลือเพียง 3 เท่าของจำนวนปัจจุบัน
วันเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ปริมาณดุลการค้าประจำปีการเงิน 2554 ที่สิ้นสุดลงเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่าญี่ปุ่นขาดดุลการค้าสูงถึง 4.41 ล้านล้านเยน (ราว 1.68 ล้านล้านบาท) ซึ่งการขาดดุลดังกล่าวถือเป็นการขาดดุลทางการค้าที่สูงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา เนื่องจากญี่ปุ่นนำเข้าพลังงานมากขึ้นกว่าปกติเพื่อชดเชยกับพลังงานที่ผลิตจากโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ปิดตัวไปทั่วประเทศเพื่อการทดสอบความปลดภัย
เมื่อปีที่แล้วญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบสูงขึ้นถึง 21.9% ขณะที่ยอดปริมาณการสั่งซื้อก๊าซธรรมชาติสูงขึ้น 52.2%
ขณะที่ยอดการส่งออกไปยังยุโรป ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของญี่ปุ่นมีปริมาณลดลง เนื่องจากปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของกลุ่มยูโรโซนที่ทำให้ยุโรปยังอยู่ในภาวะซบเซา
รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ในช่วงเดือน มี.ค.ของปีที่แล้วจนถึงปีนี้ การส่งออกของญี่ปุ่นถดถอยลง 3.7% ที่ 65.282 ล้านล้านเยน (ราว 24.740 ล้านล้านบาท) ขณะที่การนำเข้ากลับเพิ่มสูงขึ้น 11.6% ที่ 69.692 ล้านล้านเยน (ราว 26.411 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ ผลกระทบจากภัยธรรมชาติทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ โดยเฉพาะภาวะน้ำท่วมไทยนั้น ยังกระทบต่อภาคการผลิตของญี่ปุ่นอย่างรุนแรง โดยการส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตกลง 14.7% ขณะที่การส่งออกรถยนต์ก็ปรับลดลง 5.4%
ทางด้านนักวิเคราะห์มองว่า การขาดดุลการค้าในปี 2554 และปี 2551 นั้นมีความแตกต่างกันในสาเหตุของที่มาและในรายละเอียด โดย ซาโตชิ โอซานัย นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยไตวะ ของญี่ปุ่น กล่าวว่า การขาดดุลเมื่อปี 2551 นั้นเป็นผลมาจากวิกฤตการเงินในสหรัฐที่กระทบต่อยอดการส่งออกของญีปุ่น ทว่าในปี 2554 ที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้น
กระนั้น โอซานัย เชื่อว่าการขาดดุลของญี่ปุ่นจะลดลง หลังจากที่ภาคการผลิตและการส่งออกกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในปีนี้ นอกจากนี้แนวโน้มในด้านการค้าระหว่างระหว่างจีนกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ มีแนวโน้มที่สดใสขึ้น ขณะที่ปริมาณความต้องการซื้อจากสหรัฐก็จะช่วยให้การฟื้นตัวของญี่ปุ่นกลับมาดีขึ้นกว่าเดิม







