
3ยอดขุนพลแผ่นดินเดือด
สิ่งที่โนบุนากะเกลียดที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การทรยศหักหลัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการหักหลังจากคนที่ตนไว้วางใจ
สิ่งที่โนบุนากะเกลียดที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การทรยศหักหลัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการหักหลังจากคนที่ตนไว้วางใจ
อย่างมากอย่างน้องเขยตัวเองนั้น เป็นสิ่งที่โนบุนากะจะปล่อยวางไว้นั้นไม่ได้ แผนการรบแก้แค้นนั้นเริ่มต้นในทันที ปีแรกของศักราชเกงกิ เดือน 6 เพียงไม่ทันครบ 2 เดือน จากการรบที่ถูกอาซาอิตลบหลัง โนบุนากะก็ได้สั่งให้ทัพย่อยหลายๆ ทัพเข้าบุกเผาทำลายเมืองใต้ปราสาทโอดานิ พื้นที่ในการปกครองของอาซาอิเป็นการประกาศสงคราม แล้วในวันรุ่งขึ้นส่งให้ขุนพลน้อยใหญ่นำพลปืน 500 พลธนู 30 ให้ขึ้นนำเป็นทัพหน้า ส่วนโนบุนากะจะเป็นทัพหลักคอยสนับสนุนกำลัง แต่แล้วก็สั่งทัพเดินย้อนกลับมาเฝ้าระวังอยู่ในจุดปลอดภัย วันต่อมาแยกให้ทัพออกเป็น 2 สาย พวกหนึ่งให้ไปปิดล้อมปราสาทโยโกยามา ส่วนด้านโนบุนากะจะตั้งค่ายที่ริวกาฮานะ รอทัพของอิเอะยาสึมาสมทบที่นี่
ในด้านของฝั่งอาซาอิที่ต้องรับมือกับการแก้แค้นของโนบุนากะนั้นก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้แต่งทัพขึ้นมาพร้อมรับการบุกของโนบุนากะ โดยให้อาซะคุระ คาเงะทาเกะ ที่มาพร้อมกับทัพหนุน 8,000 ร่วมเข้าเป็นทัพผสมกับทัพของตนอีก 5,000 เคลื่อนทัพไปตั้งค่ายไว้ที่ด้านตะวันออกของปราสาทโอดานิเมื่อเคลื่อนพลถึงที่หมายแล้ว ก็ให้แปรทัพเป็นการกระจายพื้นที่ตั้งยัน
แล้วในวันครบรอบสัปดาห์ หลังจากที่โนบุนากะเข้าบุกเผาพื้นที่ของอาซาอิ ก่อนพลบค่ำโนบุนากะให้แยกกำลังออกเป็น 2 ด้าน ด้านหนึ่งให้อิเอะยาสึเปิดฉากโจมตีทัพปีกตะวันตก ด้านฝั่งปีกตะวันออกให้กองทหารม้าพุ่งเข้าปะทะ ใช้กำลังทหารเข้ากระชับพื้นที่ที่แม่น้ำอาเนะ อาซาอิเมื่อรู้ข่าวจึงสั่งเคลื่อนทัพเข้าเพิ่มกำลังพล แต่อนิจจาแผนการรบที่อาซาอิใช้ ล้วนแต่เป็นแผนรบที่โนบุนากะอ่านการเคลื่อนไหวออกแล้วตั้งแต่ต้น เมื่อทุกอย่างเข้าทางหมากของโนบุนากะ โนบุนากะก็เหมือนปิดประตูตีแมว แต่ทหารของอาซาอิที่รู้ว่าตัวเองตกอยู่ในจุดย่ำแย่แล้วก็ยังสู้สุดตาย หวังเจาะทางหนีออกจากจุดที่เสียเปรียบ ซึ่งการสู้สุดฤทธิ์นั้นได้สร้างความเสียหายให้กับทัพโนบุนากะได้ไม่น้อยเหมือนกัน หากแต่ทหารของโนบุนากะนั้น แม้จะถูกฟาดฟันล้มตายไปเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจำนวนทหารไม่รู้จักหมดไม่รู้จักสิ้น ทหารทั้งหลายยังคงโถมเข้าห้ำหั่นขยี้ทัพของอาซาอิจนกระทั่งทัพนั้นแตกสลายไป ความรุนแรงของการสู้รบในวันนั้นช่างร้ายกาจเสียจนพื้นที่แห่งนั้นได้ชื่อว่า ทุ่งเลือด และแม่น้ำเลือด ตราบเท่าถึงทุกวันนี้
แม้กำลังทหารของอาซาอิจะแตกพ่ายไปแล้ว แต่โนบุนากะยังรู้สึกว่ายังไม่เพียงพอต่อความแค้นที่ถูกอาซาอิหักหลัง คงให้ทหารไล่เผาหมู่บ้านในพื้นที่ไปอีก 50 หมู่บ้าน แล้วให้ฮิเดะโยชิย้อนลงไปยึดชิงปราสาทโยโกยามา
อาซาอิต้องเสียขุนพลของตระกูลไปกับศึกนี้ไม่น้อย ดีที่ยังมีกองกำลังพันธมิตรจากกองทหารสงฆ์จากเขาฮิเอและกลุ่มสาวกที่เรียกว่า อิกโคอิกกิ จากวัดอิชิยามาฮงกัน ได้สร้างความก่อกวนให้การไล่ล่าเกิดการชะงัก อาซาอิจึงได้มีจังหวะหลีกเร้นจากภาวะคับขันไปได้
แล้วอีกเดือนเศษต่อมา พวกมิโยชิสามคน ที่คอยสอดส่องดูความเคลื่อนไหวของโนบุนากะอยู่ห่างๆ พอเห็นว่าโนบุนากะมีศึกต่อเนื่องติดพัน ขวัญกำลังน่าจะอ่อนล้า จึงเอากำลังพลที่สร้างปราสาทโนดะ และปราสาทฟุกุชิมะ และปลุกระดมได้แนวร่วมมาอีกรวมเป็นจำนวนประมาณ 1.3 หมื่นคน ซึ่งกิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้ล้วนอยู่ในหูตาของโนบุนากะ มิพักรอช้า ขุนพลพ่อลูกมัตสึนางะแห่งปราสาทเขาชิกิ จึงแต่งทัพออกปราบปรามในทันที แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามการคำนวณของพวกมิโยชิ การศึกครั้งนี้พวกมิโยชิใช้กลอุบายต่อสู้แบบยืดเยื้อ ตั้งตัวอยู่ในทำเลที่ยากแก่การโจมตี อีกทั้งโนบุนากะก็อยู่ในฐานะศึกที่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ถึงแม้จะกำราบความฮึกเหิมของพวกมิโยชิสามคนได้ก็ตาม แต่ในสมรภูมินี้โนบุนากะต้องเสียขุนพลชั้นดีไปหลายคน รวมถึงน้องชายแท้ๆ ของตนเอง โนบุฮารุ ไปด้วย
เดือน 9 วันที่ 23 โนบุนากะสั่งให้ทัพใหญ่กลับมาบุกที่แคว้นโอมิของอาซาอิอีกครั้ง คราวนี้กองกำลังผสมอาซาอิและอาซาคุระรีบตั้งทัพรอไว้ที่เขาฮิเอ โนบุนากะจึงสั่งเร่งเดินทัพเข้าบุก แต่ทว่าระหว่างทางทหารของโนบุนากะต้องเผชิญกับกองทัพสาวกอิกกิที่ดาหน้าพากันเดินเข้าหาคมดาบ ด้วยความเชื่อที่ว่าความตายครั้งนี้จะส่งขึ้นสู่แดนสวรรค์ แล้วในสมรภูมินี้น้องชายของโนบุนากะอีกคนหนึ่ง โนบุโอกิ ได้พาหน่วยของตนตกเข้าในวงล้อมของกองทัพสาวกที่บ้าคลั่ง เพื่อไม่ให้โนบุนากะต้องเป็นพะวงจึงตัดสินใจปลิดชีพตนเองในสนามรบนั้น
แล้วในปีนั้น เดือน 11 สัญญาณความสงบสุขก็เริ่มขึ้น จากการเจรจาสงบศึกระหว่างพ่อลูกรกกากุกับโนบุนากะได้สำเร็จลุล่วง แล้วตามมาด้วยการขอสงบศึกจากตัวแทนของพวกมิโยชิสามคนจากแคว้นอาวะ แล้วทางโชกุนโยชิอากิได้รับหนังสือขอเจรจาสงบศึกจากอาซาคุระ จึงส่งเรื่องผ่านต่อไปยังราชสำนัก แล้วในที่สุดจักรพรรดิโอกิมาจิจึงได้ออกราชโองการรองรับการขอหย่าศึก จึงเป็นการยุติภาวะวุ่นวายของประเทศไปได้ แต่ความสันติสุขนี้จะยืนยาวไปได้เท่าใดกัน







