
สิ่งพิมพ์ทั่วโลกตั้งรับหมดยุคน้ำหมึกบนกระดาษ
ผู้ประกอบการสำนักพิมพ์ทั่วโลกหวั่นถึงยุค “หนังสือตาย” เหตุคนเปลี่ยนพฤติกรรมหันมานิยม “อีบุ๊กส์” ทำยอดขายลด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ผู้ประกอบการสำนักพิมพ์ทั่วโลกหวั่นถึงยุค “หนังสือตาย” เหตุคนเปลี่ยนพฤติกรรมหันมานิยม “อีบุ๊กส์” ทำยอดขายลด
นับตั้งแต่ที่มีการคิดค้นแท่นพิมพ์จนพัฒนาต่อยอดให้สามารถพิมพ์สำเนาหนังสือออกมาได้จำนวนมากในราคาที่ผู้บริโภคตามท้องตลาดส่วนใหญ่สามารถหาซื้อเป็นเจ้าของได้ หนังสือก็โลดแล่นสร้างเสริมความรู้และจินตนาการให้กับสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนานมากกว่า 100 ปี
อย่างไรก็ตาม การคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยได้ส่งผลให้สุนทรีย์จากกลิ่นน้ำหมึก แปรเปลี่ยนเป็นความรื่นรมย์จากหน้าจอสี่เหลี่ยมขนาดพอเหมาะกับสายตา พร้อมเจือด้วยกลิ่นไวนีลของพลาสติกแทน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการผู้ชำนาญการซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์มาอย่างยาวนานได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์เดลี เมล์ สื่อแทบลอยด์ชื่อดังของอังกฤษยอมรับว่า การที่อะเมซอนผลิตเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (อีรีดเดอร์ส) อย่าง คินเดิล (Kindle) หรือโซนีผลิต โซนีส์ รีดเดอร์ และแอปเปิลผลิตไอแพด ได้ส่งผลให้อีบุ๊กส์หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และทำให้ยอดขายหนังสือเล่มลดลงจนน่าใจหาย
รายงานระบุว่า ยอดขายหนังสือนวนิยายปกอ่อนลดลงโดยเฉลี่ยปีต่อปีถึง 25% โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2555 ที่ผ่านมา จำนวนหนังสือนวนิยายและวรรณกรรมทำยอดขายได้ 11.3 ล้านเล่ม ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าเคยทำได้มากถึง 14.9 ล้านเล่ม
แน่นอนว่า ปัญหาไม่ได้มาจากตัวเลขการอ่านที่ลดลงแต่อย่างใด แต่ต้นตอของปัญหามาจากพฤติกรรมการอ่านของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป คือการหันมานิยมใช้ปลายนิ้วไล่จิ้มสัมผัสหน้าจอ
นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากความคุ้มค่าและความสะดวกสบายที่บรรดาผู้อ่านได้รับจากอีรีดเดอร์ โดยในขณะที่หนังสือหนึ่งเล่มบรรจุเรื่องราวได้เพียงหนึ่งเรื่อง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์กลับสามารถบรรจุนิยายได้มากถึง 1,400 เรื่อง ส่งผลให้ผู้อ่านไม่ต้องประสบปัญหาเรื่องการพกพาให้ยุ่งยากอีกต่อไป แถมยังมีหนังสือหลากหลายเรื่องให้เลือกอ่าน
ที่สำคัญน้ำหนักของอีบุ๊กส์ก็ยังเบากว่าหนังสือหนึ่งเล่ม โดยเมื่อนำน้ำหนักของเครื่องคินเดิล หรือโซนี รีดเดอร์สมาเทียบกับหนังสือ หนังสือทั่วไปจะหนักโดยเฉลี่ย 300 กรัม ขณะที่อีบุ๊กส์เครื่องหนึ่งหนักโดยเฉลี่ยเพียง 170 กรัมเท่านั้น
ทั้งนี้ ตัวเลขจากนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ของนีลสัน บุ๊กสแกน ระบุชัดว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ยอดขายหนังสือเล่มทุกชนิดทุกประเภทลดลงประมาณ 11%
จี พี เทย์เลอร์ นักเขียนที่มียอดขายหนังสือฮิตติดลมบนเชื่อว่า ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า หนังสือเล่มจะค่อยๆ หายไปจากตลาด
“ภายในปี 2563 ผมเชื่อว่า เราจะเห็นหนังสือเล่มวางขายตามท้องตลาดน้อยมาก” เทย์เลอร์ กล่าว
ด้าน เดอะ บุ๊กเซลเลอร์ นิตยสารธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้ประเมินว่า 1 ใน 8 ของหนังสือนวนิยายสำหรับผู้ใหญ่ในขณะนี้มีการซื้อขายในรูปแบบดิจิตอล หรือในรูปอีบุ๊กส์
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า การดาวน์โหลดนิยายมาอ่านจะกลายเป็นกิจวัตรปกติเหมือนที่ผู้บริโภคดาวน์โหลดเพลงมาฟังหรือภาพยนตร์มาชม แต่ยอดขายหนังสือปกแข็งน่าจะยังเติบโตได้ดีอยู่
เหตุผลสืบเนื่องมาจากรสนิยมความชอบของผู้บริโภคที่ยังคงเคยชินกับรูปแบบของหนังสือเล่ม และความต้องการที่จะเก็บสะสมหนังสือเล่มนั้นๆ เอาไว้
หลักฐานยืนยันก็คือ ตัวเลขจากนีลสัน บุ๊กส์ที่แสดงให้เห็นว่า เฉพาะยอดขายนวนิยายปกแข็ง เช่น แฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือรหัสลับดาวินชี ยังเป็นไปได้ดี โดยตัวเลขยังอยู่ที่ระดับ 1.2 ล้านเล่มไม่เปลี่ยนแปลง
กระนั้น บรรดาผู้ประกอบการธุรกิจสิ่งพิมพ์ก็จะต้องยอมรับถึงการมาของยุคหนังสือรุ่นใหม่อย่างอีบุ๊กส์ หรืออีรีดเดอร์ส เพื่อให้สามารถก้าวทันตามกระแส และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เพื่อประคับประคองให้บริษัทอยู่รอด
แม้กระทั่งหนังสือขายดีหลายล้านก๊อบปี้อย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์ ผลงานจากปลายปากกาของ เจ เค โรว์ลิง ก็ยังต้องปรับตัวให้ทันตามการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค
การสำรวจของอัลเบิร์ต เกรโค ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจหนังสือ มหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม ซึ่งระบุว่าตลาดอีบุ๊กส์เริ่มได้รับความนิยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยยอดขายอีบุ๊กส์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 78 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,340 ล้านบาท) ในปี 2551 มาอยู่ที่ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.1 หมื่นล้านบาท) ในปี 2554
แนวโน้มดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เครือข่ายแฟรนไชส์ของแฮร์รี่ พอตเตอร์ได้เปิดตัวอีบุ๊กส์ในช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยภายในหนึ่งนาที บรรดาแฟนคลับของพ่อมดน้อยแฮร์รี่ยอมควักเงินในกระเป๋าถึง 231 ปอนด์ (ราว 1.16 หมื่นบาท) เพื่อซื้อเวอร์ชันดิจิตอลของวรรณกรรมขวัญใจเยาวชนค่อนโลกเล่มนี้
ขณะเดียวกัน กระแสความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับการบริโภคหนังสือเล่มกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง นั่นคือการที่รัฐบาลสหรัฐโดยกระทรวงยุติธรรมและอีก 15 รัฐของสหรัฐ ได้ยื่นฟ้องแอปเปิล อินคอร์ปอเรท และสำนักพิมพ์รายใหญ่อีก 5 แห่งเมื่อวันพุธที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกันปั่นราคาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีบุ๊กส์ ที่ทำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกัน ต้องสูญเงินไปกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากการที่มีการเพิ่มราคาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ อีก 25 เหรียญสหรัฐต่อชุด โดยสนนราคาอยู่ที่เรื่องละ 12.99 เหรียญสหรัฐ (ราว 390 บาท) และ 14.99 เหรียญสหรัฐ (ราว 450 บาท)
สำนักพิมพ์ทั้ง 5 แห่งได้แก่ สำนักพิมพ์ ไซมอน แอนด์ ชูสเตอร์, แฮชแช็ตต์ บุ๊ค กรุ๊ป, เพนกวิน กรุ๊ป, แม็คมิลแลน และฮาร์เปอร์ คอลลินส์ โดยทางการสหรัฐพบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดได้สมรู้ร่วมคิดบีบให้เว็บไซต์ อะเมซอน เจ้าของคินเดิล อีบุ๊กส์ ขึ้นราคาอีบุ๊กส์ที่ตั้งไว้สำหรับหนังสือยอดนิยมคือ 9.99 เหรียญสหรัฐ (ราว 299.7 บาท) ซึ่งต่ำกว่าราคาปกแข็ง
อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมสหรัฐสามารถตกลงยอมความกันกับสำนักพิมพ์ 3 แห่ง คือ แฮทแช็ตต์, ฮาร์เปอร์ คอลลินส์ และไซมอนด์ แอนด์ ชูสเตอร์ จึงเหลือ3 บริษัทยักษ์ คือ แอปเปิล, แม็ค มิลแลน และเพนกวิน กรุ๊ป ที่ยังคงเป็นผู้ต้องหาของคดีสมรู้ร่วมคิด ในข้อหาพยายามปั่นราคาอีบุ๊คให้สูงขึ้น ในช่วงที่แอ็ปเปิ้ล กำลังจะออกไปแพดตัวใหม่
นอกจากนี้ ก่อนหน้าการฟ้องร้องในสหรัฐ คณะกรรมมาธิการยุโรป (อีซี) เคยสืบสวนเรื่องดังกล่าวเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และได้ข้อมูลตรงกับของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ โดยสำนักพิมพ์เหล่านี้ และบริษัทแอปเปิล กดดันให้เว็บไซต์อะเมซอนขึ้นราคาอีบุ๊กส์ โดยที่สำนักพิมพ์ต้องการจะเป็นผู้ตั้งราคาสินค้าเอง และอะเมซอนก็ยอมทำตามความต้องการดังกล่าว พร้อมประกาศขึ้นราคาอีบุ๊กส์บนเว็บไซต์ ส่วนแอปเปิลก็ได้ค่าคอมมิชชัน 30% จากยอดจำหน่ายอีบุ๊กส์แต่ละชุด
ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการเปิดตัวไอแพดในปี 2552 โดย สตีฟ จ๊อบส์ ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของแอปเปิล เคยระบุไว้ว่า บริษัทคิดที่จะกำหนดรูปแบบการขายอีบุ๊กส์ โดยจะให้สำนักพิมพ์เป็นผู้ตั้งราคา และจะต้องแบ่งรายได้จากการขายสินค้าให้แก่แอปเปิล 30% และยังตั้งเงื่อนไขด้วยว่า สำนักพิมพ์ต้องกีดกันไม่ให้ผู้จำหน่ายรายอื่น กำหนดราคาอีบุ๊กส์ต่ำกว่าราคาของตัวเอง
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือว่า การที่ราคาอีบุ๊กส์ที่ขายกันอยู่ตามท้องตลาดจะมีราคาถูกลงอีกในอนาคตก็อดที่จะทำให้หวาดหวั่นไม่ได้ เพราะตามปกติแล้ว การขายหนังสือทั่วไป สำนักพิมพ์จะขายในราคาเหมาจ่าย ซึ่งถูกกว่าราคาที่ตั้งไว้บนปกหนังสือเกือบครึ่ง เจ้าของร้านสามารถลดราคาหน้าปกได้เท่าไรก็ได้
แต่ในกรณีของอีบุ๊กส์พวกสำนักพิมพ์ พากันเกรงว่า ถ้าเว็บไซต์ขายอีบุ๊กส์ในราคาถูก จะทำให้ผู้บริโภคชินกับเกณฑ์ของราคานั้น และจะสร้างความลำบากให้สำนักพิมพ์ กรณีที่ต้องการขึ้นราคาในอนาคต
เรียกได้ว่า ไม่ว่าผลจะออกมารูปแบบไหนก็ย่อมมีผลต่อราคาขายของอีบุ๊กส์ ซึ่งจะส่งผลต่อยอดขายหนังสือเล่มในที่สุด
แม้จะมีผู้บริโภคส่วนหนึ่งออกมายืนยันว่าจะยังซื้อหนังสือต่อไปไม่ว่าโลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปมากแค่ไหนก็ตาม
แต่จำนวนดังกล่าวอาจจะไม่คุ้มค่าพอในการพิมพ์หนังสือหนึ่งเล่มในเชิงพาณิชย์ และเมื่อนั้น ี่หนังสือจะกลายเป็นของหายากราคาแพง







