
พม่าเล็งส่งออกข้าวเพิ่ม
ร้องต่างชาติช่วยฟื้นเกษตร มะกันหวังกองทัพร่วมปฏิรูป
ร้องต่างชาติช่วยฟื้นเกษตร มะกันหวังกองทัพร่วมปฏิรูป
โฉมใหม่พม่าหลังเปิดประเทศ เดินหน้าฟื้นภาคการเกษตร เล็งส่งออกข้าวเพิ่ม ด้านสหรัฐหวังกองทัพพม่าร่วมปฏิรูปมากกว่านี้
มินต์เหลียง รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรพม่า เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีเต็งเส่งของพม่า สั่งการให้กระทรวงเพิ่มปริมาณผลผลิตและคุณภาพของข้าวที่ปลูกในพม่า เพื่อเดินหน้าเพิ่มยอดการส่งออกข้าวจากเดิมที่ราว 8 แสนตัน มาอยู่ที่ 1 ล้านตันให้ได้ ในช่วงปีงบประมาณปัจจุบัน คือปี 2555-2556 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลเพื่อปฏิรูปประเทศ หลังพม่าถูกโดดเดี่ยวและคว่ำบาตรจากนานาชาติมาเป็นเวลานาน
รัฐบาลยังร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติในการฟื้นฟูภาคการเกษตรของประเทศ ด้วยการสนับสนุนเครื่องมือทางการเกษตรที่ทันสมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคการเกษตรของพม่ากำลังขาดแคลน
“ด้วยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศ เราจะสามารถปลูกข้าวที่มีคุณภาพและผลผลิตสูงได้มากกว่า 1 แสนเอเคอร์ ในฤดูการปลูกข้าวที่จะมาถึงนี้” มินต์เหลียง กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมขยายเวลานโยบายผ่อนปรนการจัดเก็บภาษีการค้า 8% ต่อเนื่องไปอีก เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับผู้ส่งออกข้าวในประเทศที่ต้องเผชิญกับการแข็งค่าของเงินจ๊าดมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ พม่าเมื่อครั้งที่ยังตกอยู่ในอาณานิคมของอังกฤษ เคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวได้มากที่สุดในโลก โดยในปี 2477 พม่าสามารถส่งออกข้าวได้สูงสุดทุบสถิติที่ 3.4 ล้านตัน
ขณะที่ประเทศผู้ซื้อข้าวรายใหญ่ของพม่าคือ ประเทศแอฟริกาตะวันตก ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ และจีน โดยในปีงบประมาณ 2554-2555 พม่ามีรายได้ถึง 324 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 หมื่นล้านบาท) จากการส่งออกข้าวมากกว่า 8.44 แสนตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อปีงบประมาณก่อนหน้าที่ 5.36 แสนตัน
อย่างไรก็ตาม พม่ายังไม่สามารถแซงหน้ายอดการส่งออกข้าวของประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย ที่สามารถส่งออกข้าวได้สูงถึง 10 ล้านตัน และเวียดนามที่ 7.2 ล้านตันได้
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐเปิดเผยว่า แม้ว่าพม่าจะสามารถดำเนินการปฏิรูปประเทศเพื่อไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้น่าพอใจ ทว่ากองทัพของพม่ายังคงไม่มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปครั้งนี้มากเท่าที่ควร ดังที่เห็นได้จากกองทัพได้ละเมิดคำสั่งการหยุดยิง ที่ประธานาธิบดีเต็งเส่งบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับชนกลุ่มน้อยในประเทศ เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยสหรัฐจึงต้องการเรียกร้องให้กองทัพพม่าอยู่ภายใต้การบริหารงานของพลเรือนมากกว่าที่เป็นอยู่







