posttoday
100ปีไททานิคกับ5ปริศนาคลุมเครือ

100ปีไททานิคกับ5ปริศนาคลุมเครือ

08 เมษายน 2555

สิ่งที่รับรู้ได้ตรงกันมากที่สุด เมื่อเอ่ยถึงเรือไททานิคก็คือ การเป็นเรือโดยสารข้ามทวีปขนาดใหญ่และหรูหราทันสมัยที่สุด

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

สิ่งที่รับรู้ได้ตรงกันมากที่สุด เมื่อเอ่ยถึงเรือไททานิคก็คือ การเป็นเรือโดยสารข้ามทวีปขนาดใหญ่และหรูหราทันสมัยที่สุดในสมัยนั้นที่แล่นชนภูเขาน้ำแข็งด้วยความเร็วแทบจะเต็มสูบในคืนวันที่ 14 เม.ย. 1912 ก่อนจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกอันหนาวเหน็บในอีกกว่า 2 ชั่วโมงต่อมา คร่าชีวิตชายหญิงและเด็กมากกว่า 1,500 คน

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดปลีกย่อยบางประการที่ภาพยนตร์แต่งเสริมลงไปจนเหมือนจะเป็นข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์นั้น กลับยังเป็นเพียงความลึกลับดำมืดที่ยังไม่ได้รับความกระจ่างหรือคำยืนยันอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสที่กำลังจะครบหนึ่งศตวรรษของเรือไททานิค โรซี เวตเทส ผู้สื่อข่าวจากบีบีซี จึงได้ประมวลและรวบรวม 5 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรือไททานิคที่ผู้คนได้รับจากการซึมซับที่ชมภาพยนตร์

สำหรับความเข้าใจผิดประการแรกก็คือ ความเชื่อที่ว่าเรือ “ไททานิค” ซึ่งได้รับการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการอวดอ้างว่าเป็น “เรือที่ไม่มีวันจม” นี้ อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ริชาร์ด โฮเวลล์ส ศาสตราจารย์จากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอนแสดงความเห็นว่า คำพูดดังกล่าวคือ ปริศนาที่ลึกลับที่สุดในประวัติศาสตร์ที่พัวพันเกี่ยวกับเรือไททานิค

“ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดแบบนี้ แต่มันให้ผลดีกับการรำลึกความหลัง เพราะหากมนุษย์ภาคภูมิกับการสร้างเรือที่ไม่มีวันจม ก็เป็นความลึกลับที่ยอมรับได้ว่า การท้าทายอำนาจของพระเจ้าส่งให้พระองค์โกรธเคือง และบันดาลให้เรือจมในครั้งแรกที่แล่นสู่อ้อมอกมหาสมุทร” โฮเวลล์ส กล่าวพร้อมอธิบายข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ไวต์สตาร์ ไลน์ บริษัทผู้ผลิตเรือไม่เคยขนามนามว่า ไททานิคว่าเป็นเรือที่ไม่มีวันจมเลยสักครั้ง และเมื่อสืบสาวลงลึกแล้วจะพบว่า คำอวดอ้างดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่นานหลังจากที่เรือได้จมไปแล้ว

100ปีไททานิคกับ5ปริศนาคลุมเครือ

 

นอกจากนี้ ในความเป็นจริงแล้วไททานิคไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักในประวัติศาสตร์ อย่างน้อยก็ก่อนหน้าที่เรือจะจม เพราะมีเรือโดยสาร “โอลิมปิก” แย่งซีนไปเรียบร้อยแล้วด้วยรูปร่างลักษณะที่เหมือนไททานิคทุกประการเพียงแต่เปิดตัวก่อนไททานิคเท่านั้น

ดังนั้น นักข่าวช่างภาพจึงมีภาพของเรือ “โอลิมปิก” มากกว่า “ไททานิค” และเมื่อเกิดเหตุโศกนาฏกรรมขึ้น ภาพของโอลิมปิกที่คล้ายคลึงกับไททานิคเลยถูกนำมาใช้ โดยลบรายละเอียดเท่าที่จำเป็นและเติมแต่งเรื่องราวให้น่าสนใจ จนเกิดการตีความที่เพี้ยนไปในที่สุด

ปริศนาที่ 2 ที่ยังคงเป็นข้อกังขาประการต่อมาของเรือไททานิคก็คือ เพลงสุดท้ายที่วงดนตรีประจำเรือไททานิคบรรเลงก่อนที่เรือจะจม

เชื่อแน่ว่าหนึ่งในฉากคลาสสิกของภาพยนตร์ไททานิคที่ตราตรึงกินใจผู้ชมมากที่สุดก็คือ ภาพของบรรดานักดนตรียืนบรรเลงเรือเพื่อกล่อมและปลอบขวัญผู้คน ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความตายให้หายตระหนกตราบจนวาระสุดท้าย โดยที่สมาชิกวงดนตรีทุกคนจบชีวิตไปพร้อมกับเรือ

วีรกรรมที่หาญกล้าดังกล่าวได้รับการยกย่องจากนักข่าว ซึ่งได้รับการบอกเล่าจากผู้รอดชีวิตว่า นักดนตรีเหล่านั้นเปรียบได้กับวีรบุรุษ โดยหนังสือพิมพ์เดลี มิลเลอร์ ของอังกฤษตีพิมพ์ข่าวหน้าหนึ่งในวันที่ 20 เม.ย. ระบุชัดว่า เพลงสุดท้ายที่เหล่าฮีโร่บรรเลงก็คือ เพลงสวดสรรเสริญพระเจ้า “Nearer, My God, To Thee” (พระองค์อยู่ใกล้ชิดท่าน)

ไซมอน แมกคอลลัม ผู้ทำหน้าที่รวบรวมคำให้การณ์ของผู้รอดชีวิตยืนยันว่า ทุกคนระบุตรงกันถึงการกระทำที่กล้าหาญของนักดนตรี แต่เพลงสุดท้ายที่วงบรรเลงนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่บรรยายแต่ลักษณะแนวเพลงที่ออกแนวแจ๊ซ (แร็กไทม์) และเพลงป๊อป

“ชื่อเพลงดังกล่าวมาจากความทรงจำของผู้โดยสารรายหนึ่งที่ได้ยินเข้าพอดีตอนที่กำลังดิ้นรนหาทางรอดก่อนเรือจะจม ซึ่งเราไม่มีทางรู้แน่ชัดว่า เพลงสุดท้ายของทั้ง 7 นักดนตรีคืออะไร” แมกคอลลัม กล่าวพร้อมยอมรับว่า แต่เพลงที่ได้รับการยอมรับและใช้ในทุกๆ ภาพยนตร์ไททานิคก็เป็นเพลงที่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นความตายที่เกิดขึ้นมากที่สุด

ความลึกลับลำดับที่ 3 ของเรือไททานิคที่ยังเป็นประเด็นโต้แย้งไม่จบสิ้นก็คือ การตายของกัปตันสมิธ ผู้ซึ่งได้รับการจดจำในฐานะวีรบุรุษ แม้ว่าในความเป็นจริงจะเป็นผู้ที่เลินเล่อไม่ระมัดระวังจนพาเรือชนภูเขาน้ำแข็งก็ตาม

พอล ลูเดน-บราวน์ หนึ่งในนักประวัติศาสตร์ ซึ่งศึกษาเรื่องราวของไททานิค กล่าวว่า กัปตันสมิธรู้ดีว่าบนเรือมีจำนวนผู้โดยสารเท่าไร และเรือชูชีพสามารถบรรทุกคนได้เท่าไร แต่ก็ปล่อยให้เรือชูชีพลำแรกๆ หนีจากไททานิคด้วยจำนวนผู้โดยสารที่ไม่ถึงครึ่ง ซึ่งจากการศึกษาของ ลูเดนบราวน์ พบว่าเรือชูชีพลำแรกที่หนีจากไททานิคมีผู้โดยสารอยู่บนเรือ 27 คน ทั้งๆ ที่เรือสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 65 คน

100ปีไททานิคกับ5ปริศนาคลุมเครือ

 

“ประวัติศาสตร์บันทึกให้เขาเป็นวีรบุรุษผู้ยอมพลีชีพ แต่เขานั่นแหละคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น” ลูเดนบราวน์ กล่าวพร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ทุกอย่างอาจจะเลวร้ายน้อยลงกว่านี้ หากกัปตันสมิธออกคำสั่งสละเรืออย่างเป็นระบบระเบียบ

แต่สิ่งเดียวที่รวบรวมได้จากประวัติศาสตร์เรือไททานิคก็คือ ไร้เงาการสั่งการของกัปตันสมิธจนดูคล้ายกับว่ากัปตันสลายกลายเป็นอากาศธาตุไปเสียดื้อๆ

ปริศนาไททานิคประการที่ 4 ก็คือ พฤติกรรมขี้ขลาดและเห็นแก่ตัวอย่างเหลือร้ายของ เจ บรูซ อิสเมย์ ประธานเจ้าของบริษัทผู้ผลิตเรือไททานิคที่เอาตัวรอดจากโศกนาฏกรรมไททานิคมาได้ เพราะแย่งผู้หญิงและเด็กลงเรือชูชีพ

อย่างไรก็ตาม ในบันทึกคำให้การจากผู้รอดชีวิตของ ลอร์ด เมอร์ซีย์ หัวหน้าทีมสืบสวน อังกฤษสรุปได้ว่า อิสเมย์ ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าหน้าที่เรือ เพื่อช่วยเหลือให้ผู้โดยสารทุกคนลงเรือชูชีพ จนกระทั่งเหลือเรือลำสุดท้าย ที่ในที่สุดแล้ว อิสเมย์ได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่เรือให้ลงเรือชูชีพลำสุดท้ายที่ยังพอมีที่ว่างเหลืออยู่

ลูเดน-บราวน์ กล่าวว่า เสียงเล่าลือถึงความขี้ขลาดของอิสเมย์ มาจาก วิลเลียม แรนดอล์ฟ เฮิร์ตซ์ เจ้าพ่อวงการสื่อสิ่งพิมพ์อดีตพันธมิตรทางธุรกิจของอิสเมย์ก่อนที่ทั้งคู่จะบาดหมางกัน

กลายเป็นว่าการล่มของเรือไททานิค ทำให้เฮิร์ตซ์ได้มีหนทางแก้เผ็ดอิสเมย์ และพฤติกรรมของอิสเมย์ก็คล้ายจะได้รับการตอกย้ำว่า เป็นจริงด้วยฝีมือของภาพยนตร์ไททานิครุ่นแล้วรุ่นเล่า

ส่วนปริศนาสุดท้ายที่ยังคงเป็นเรื่องถกเถียง แต่ภาพยนตร์ได้ทำให้คนทั่วโลกเชื่ออย่างสนิทใจไปเสียแล้วก็คือ ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นที่ผู้โดยสารชั้น 3 ได้รับ และกลายเป็นหนึ่งในฉากสะเทือนอารมณ์ของภาพยนตร์มหากาพย์ไททานิคของคาเมรอนที่ผู้โดยสารชั้น 3 โดนเจ้าหน้าที่เรือล็อกไม่ให้เข้าถึงเรือชูชีพ

โฮเวลล์ส ยืนยันว่าเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวไม่มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจนใดๆ ทั้งสิ้น

แน่นอนว่า ประตูที่กั้นระหว่างผู้โดยสารชั้น 3 ออกจากผู้โดยสารชั้นอื่นๆ นั้นมีอยู่จริง แต่ไม่มีคำบอกเล่าใดระบุว่า เจ้าหน้าที่เรือห้ามผู้โดยสารชั้น 3 หนีลงเรือชูชีพ โดยตามความเห็นของโฮเวลล์สการแบ่งแยกชนชั้นน่าจะเกิดขึ้นมาภายหลัง ด้วยผลงานของกองตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐ ซึ่งกังวลว่าผู้รอดชีวิตที่เข้ามาจะนำพาเชื้อโรคร้ายแรงมาด้วย

ทั้งนี้ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่ก็คือว่า ผู้โดยสารชั้น 3 ซึ่งมีทั้งชาวอาร์เมเนีย ชาวจีน ชาวดัตช์ ชาวอิตาลี ชาวรัสเซีย ชาวสแกนดิเนเวีย และชาวซีเรีย ที่เดินทางมาจากอังกฤษล้วนแล้วแต่ตั้งรกรากสร้างชีวิตใหม่ที่ดีในสหรัฐอเมริกาได้ทั้งสิ้น

“ภายใต้กฎหมายอพยพของสหรัฐ ผู้อพยพถูกจับแยกก่อนที่เรือไททานิคจะเทียบท่าที่แมนฮัตตัน เพื่อตรวจสอบสุขภาพและผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองต่างๆ ต่อไป” โฮเวลล์ส อธิบาย

รายงานการไต่สวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษระบุชัดว่า สาเหตุที่ทำให้ผู้โดยสารชั้น 1 และชั้น 2 เป็นผู้รอดชีวิตมากกว่าเป็นเพราะสามารถเข้าถึงเรือชูชีพได้ง่ายและเร็วกว่าผู้โดยสารชั้น 3 ที่ต้องหาทางวิ่งขึ้นมาระเบียงยาวและวกวนเพื่อเข้าถึงเรือชูชีพ

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า เรือไททานิคนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายอพยพของสหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายความว่าไททานิคได้รับอนุญาตให้ขนย้ายผู้อพยพที่มีเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นการล็อกผู้โดยสารชั้น 3 ไม่ให้หนีจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท