posttoday
จีนขยายตลาดเงินเพิ่มโควตาทุนนอก"เวิน"ส่งสัญญาณเลิกผูกขาดแบงก์!

จีนขยายตลาดเงินเพิ่มโควตาทุนนอก"เวิน"ส่งสัญญาณเลิกผูกขาดแบงก์!

05 เมษายน 2555

จีนเดินหน้าขยายตลาดทุน เปิดรับทุนนอกเพิ่มกว่าเท่าตัว เปิดประตูบ้านให้ทุนต่างชาติมีบทบาทในตลาดทุนในประเทศมากขึ้น ด้าน เวินเจียเป่า ส่งสัญญาณอาจเปิดเสรีลงทุนด้านการธนาคาร หลังธนาคารของรัฐยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 ผูกขาดเกินไป

จีนเดินหน้าขยายตลาดทุน เปิดรับทุนนอกเพิ่มกว่าเท่าตัว เปิดประตูบ้านให้ทุนต่างชาติมีบทบาทในตลาดทุนในประเทศมากขึ้น ด้าน เวินเจียเป่า ส่งสัญญาณอาจเปิดเสรีลงทุนด้านการธนาคาร หลังธนาคารของรัฐยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 ผูกขาดเกินไป

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีน (ซีเอสอาร์ซี) เปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า ได้ตัดสินใจอนุมัติการขยายโควตาเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และบัญชีเงินฝากในจีนให้กับนักลงทุนและสถาบันการเงินจากต่างชาติที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว (คิวเอฟ 2) เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากเดิมที่ไม่เกิน 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.3 แสนล้านบาท) ไปเป็น 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.48 ล้านล้านบาท)

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังได้รับอนุญาตให้นำเงินหยวนจากการระดมทุนในฮ่องกงกลับมาลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่เพิ่ม จากเดิมที่มูลค่าไม่เกิน 2 หมื่นล้านหยวน (ราว 1 แสนล้านบาท) ไปเป็น 7 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.46 แสนล้านบาท) อีกด้วย

ซีเอสอาร์ซี ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ในการควบคุมและกำกับการลงทุนและการไหลเวียนของเงินทุนได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นผลดีในแง่ของการทดลองการเปิดเสรีตลาดการลงทุนในจีนด้วย

ความเคลื่อนไหวของจีนในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปิดประตูรับสถาบันการเงินระดับโลกให้เข้าไปมีบทบาทในตลาดทุนของจีนได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งถือว่าเป็นตลาดการเงินที่ปิดตายมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ที่ผ่านมาในปี 1996 แม้ว่าจีนจะได้กำหนดกรอบเวลาไว้ที่จะเปิดให้มีการทำธุรกรรมแปลงสินทรัพย์ทางการเงินในประเทศเป็นสินทรัพย์ทางการเงินต่างประเทศในรูปสกุลเงินหยวนอย่างเสรีให้ได้ภายใน 10 ปีนั้น แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ภาครัฐจีนก็ยังใช้วิธีการควบคุมการไหลเข้าและไหลออกของเงินทุนอย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมอัตราการแลกเปลี่ยนเงินหยวน และเพื่อปกป้องไม่ให้ตลาดการเงินภายในประเทศต้องได้รับผลกระทบจากภาวะช็อกที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศ ซึ่งทำให้การแลกเปลี่ยนเงินหยวนเป็นไปอย่างไม่เสรีนัก

ด้าน นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่จีนพยายามที่จะชุบชีวิตตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ดัชนีคัมโพสิตได้ร่วงลงอย่างหนักถึง 20% เมื่อปีที่แล้ว และในปีนี้ก็ยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้นเมื่อการขยายตัวยังทำได้แค่ 3% เท่านั้นเอง

“ในระยะยาว การขยายโควตาของเงินทุนจากต่างชาติจะช่วยส่งผลดีต่อตลาดหุ้นภายในประเทศให้กลับมามีเสถียรภาพกว่าเดิม” สตีเฟน จอสเค จากบริษัทเงินทุน ออสเตรเลีย ซูเปอร์ กล่าว

อีกทั้งที่ผ่านมา จีนมีความวิตกอย่างหนักต่อความเสี่ยงของการเก็งกำไรระยะสั้นจากทุนต่างชาติ แต่ทว่าการขยายโควตาในครั้งนี้จะช่วยผ่อนคลายความหวาดวิตกได้มากขึ้น เนื่องจากจะช่วยดึงดูดนักลงทุนในระดับสถาบันจากต่างประเทศได้มากขึ้น และส่วนใหญ่นักลงทุนกลุ่มนี้ก็จะเน้นการลงทุนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เจฟฟ์ เปป นักวิเคราะห์อาวุโสแห่งสถาบันด้านจัดการสินทรัพย์ โอเบอร์วิซ แอสเสท แมเนจเมนต์ อิงก์กลับให้ความเห็นว่า แม้การขยายโควตาจะเป็นผลดีแก่จีน แต่ทว่าโควตาที่เพิ่มขึ้นนั้นก็ไม่ได้มากมายนัก โดยครั้งนี้น่าจะเป็นเพียงแค่การหยั่งเชิงของจีนเท่านั้นว่าตลาดจะมีปฏิกิริยาตอบสนองเช่นไร

วันเดียวกัน เวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีน ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีวิทยุแห่งชาติว่า อาจจะพิจารณาเปิดเสรีด้านการธนาคารให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนมากขึ้น หลังจากที่ภาคอุตสาหกรรมการธนาคารถูกผูกขาดไว้โดยธนาคารพาณิชย์ของรัฐเพียงไม่กี่รายเท่านั้น

“การผูกขาดกำลังส่งผลร้ายต่อการเติบโตของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในประเทศ เนื่องจากพวกเขามีตัวเลือกเพียงไม่กี่อย่างในการหาแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะบรรดาผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนต้องหันไปพึ่งพิงแหล่งเงินทุนนอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง” เวินเจียเป่า กล่าว

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ภาคธนาคารของจีนถูกผูกขาดไว้ด้วย 4 ธนาคารรายใหญ่ของรัฐเท่านั้น ได้แก่ ธนาคารเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ธนาคารเพื่อการพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตร และธนาคาร แบงก์ ออฟ ไชนา ซึ่งการผูกขาดดังกล่าวกำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจในประเทศ เนื่องจากภาคธุรกิจไม่อาจจะหาเงินทุนทางเลือกจากแหล่งอื่นได้เมื่อต้องการการระดมทุน

“พูดกันตรงๆ ธนาคารของเรากำลังหากำไรแบบง่ายๆ เกินไป ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะว่ามีธนาคารไม่กี่แห่งที่ผูกขาดอยู่ ซึ่งหมายความว่าจะกู้เงินก็ต้องไปหาธนาคารเหล่านี้ และนั่นคือเหตุใดที่เรากำลังหาทางแก้ปัญหาด้วยการให้ทุนเอกชนเข้ามามีส่วนในภาคการเงินมากขึ้น เรากำลังหาทางยุติการผูกขาดเช่นนี้อยู่” เวินเจียเป่า กล่าว

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังเห็นว่าท่าทีของเวินกำลังส่งสัญญาณว่าจีนกำลังหันมาพึ่งพิงการเติบโตจากตลาดภายในมากขึ้น แทนที่การพึ่งพิงตลาดภายนอกดังเช่นที่ผ่านมา

“นี่คือช่วงเวลาสำคัญหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจจีน ที่การเติบโต การจ้างงานในอนาคตจะขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ประกอบการภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)” วิลเลียม โอเวอโฮล แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าว

ทั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมา การเติบโตของภาคธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นไปอย่างยากลำบากในจีน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการใช้ระบบนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลาง ดังนั้น การปล่อยให้ภาคเอกชนเข้ามาในภาคอุตสาหกรรมการธนาคารมากขึ้น จะช่วยให้เหล่าบรรดานักธุรกิจเอสเอ็มอีเหล่านี้ มีตัวเลือกจากการเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้นกว่าเดิม

“เมื่อจีนควบคุมเงินเฟ้อด้วยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น สิ่งที่ธนาคารจะทำนั่นคือการระงับการปล่อยสินเชื่อ และเมื่อไม่มีการปล่อยสินเชื่อเพื่อสร้างรายได้ แน่นอนว่าธนาคารก็ต้องได้รับผลกระทบตามไปด้วย” โอเวอโฮล กล่าว

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง