
ฮุนเซนหยามไทยฆ่ากันเอง
ฮุนเซนแหย่ไม่เลิก ควงภริยาลงพื้นที่พระวิหาร ด่าไทยจ้องแต่รุกราน แม้พวกเดียวกันยังฆ่าแกงกันไม่เลิก ด้านรัฐบาลเขมรฉุนกูเกิล แมพ โชว์แผนที่ปราสาทอยู่ฝั่งไทยเกือบครึ่ง
ฮุนเซนแหย่ไม่เลิก ควงภริยาลงพื้นที่พระวิหาร ด่าไทยจ้องแต่รุกราน แม้พวกเดียวกันยังฆ่าแกงกันไม่เลิก ด้านรัฐบาลเขมรฉุนกูเกิล แมพ โชว์แผนที่ปราสาทอยู่ฝั่งไทยเกือบครึ่ง
ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชาควงภริยา บันรานี เดินทางลงพื้นที่ปราสาทพระวิหารเมื่อวานนี้ ไม่สนว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นกรณีข้อพิพาทกับไทยอยู่ ออกปากขอร้องหยุดการต่อสู้ซึ่งกันแล้วกัน เพราะอย่างไรเสียทั้งสองก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน หนีจากกันไปไม่ได้
เอเอฟพีรายงานว่า การเดินทางเยือนปราสาทพระวิหารในครั้งนี้ได้ทำให้เกิดการประท้วงขึ้นในฝั่งไทยอีกด้วย
รายงานระบุว่า ผู้นำกัมพูชาได้เดินทางไปยังพื้นที่หมู่บ้าน และโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่บริเวณข้อพิพาทที่ได้รับความเสียหายจากการปะทะกันระหว่างทหารของทั้งสองฝ่ายเมื่อก่อนหน้านี้
“พวกเขาบุกรุกเรา และดูถูกเรา พวกเขาคิดจะบุกเราอีก และเราไม่รู้ว่าพวกเขาจะหยุดเมื่อไหร่ พวกคนรุกรานพวกนี้ไม่เคยหยุด แม้กระทั้งพวกเดียวกันเองพวกเขายังฆ่ากัน” ฮุนเซนกล่าวถึงไทย
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเดินทางมายังปราสาทพระวิหารของผู้นำกัมพูชาว่า ถ้าผู้นำกัมพูชาเดินทางภายในดินแดนของกัมพูชาเองก็ถือว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับไทย แต่ถ้าหากล้ำเข้ามาในดินแดนไทยก็ต้องประสานงานกัน
“ตามปกติก็มีการประสานงานกันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะมาในปราสาทพระวิหาร ผมไม่แน่ใจว่าจะเข้ามาในเขตไทยหรือไม่ แต่ก็มีการประสานงานอยู่ตลอด ไม่ทราบว่าสถานทูตจะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ ความเป็นจริงก็มีการประสานมา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นอกจากนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อกรณีข่าวที่ว่ากัมพูชาให้สัญชาติกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น นายกฯ ไทย กล่าวว่า ไม่ได้มีการตรวจสอบ เพราะเห็นแค่เป็นข่าวเท่านั้นเอง
วันเดียวกันสำนักข่าวเอเอฟพีเปิดเผยว่า ได้รับจดหมายร้องเรียนจากรัฐบาลกัมพูชาลงนามโดยนายสวาย สิธา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่า กูเกิลไม่มีความรับผิดชอบอย่างมืออาชีพต่อการที่ได้แสดงข้อมูลในระบบแผนที่กูเกิล แมป ซึ่งแสดงข้อมูลว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในพื้นที่ของประเทศไทยเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด
“กูเกิล แมป ได้แสดงข้อมูลภาพว่าประสาทพระวิหารเกือบครึ่งนั้นอยู่ในเขตไทย แผนที่นี้ไม่ถูกต้องตามหลักสากล และจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดอย่างรุนแรง” นายสวาย กล่าว







