
ไร้เงา‘ไทย’ท็อป50ชาติแหล่งทำธุรกิจ
สิงคโปร์-มาเลย์-เวียดนามติดโผฮ่องกงที่1เศรษฐกิจเสรี-ภาษีต่ำ
สิงคโปร์-มาเลย์-เวียดนามติดโผฮ่องกงที่1เศรษฐกิจเสรี-ภาษีต่ำ
บลูมเบิร์ก เผย 50 ประเทศเหมาะทำธุรกิจมากสุด ไร้เงาไทย แต่สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ติดอันดับด้วย ส่วนฮ่องกงคว้าที่ 1
สำนักข่าวบลูมเบิร์กของสหรัฐ เปิดเผยผลการจัดอันดับ 50 ประเทศที่เหมาะแก่การประกอบธุรกิจมากที่สุดในโลก ผลปรากฏว่าไม่มีรายชื่อของประเทศไทยติดอยู่ในการจัด 50 อันดับดังกล่าวเลย แต่กลับมีรายชื่อของประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสิงคโปร์ ซึ่งได้อันดับที่ 9 (44.8%) มาเลเซีย อันดับที่ 32 (38.1%) และเวียดนาม อันดับที่ 46 (36.2%) อยู่ในการจัดอันดับดังกล่าว
ประเทศที่ได้อันดับที่ 1 คือ ฮ่องกง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยที่ 49% จากคะแนนเต็ม 100% ส่วนในอันดับรองลงมา ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ (48.3%) สหรัฐ (46.9%) อังกฤษ (45.7%) ออสเตรเลีย (45.6%) เยอรมนี (45.2%) และญี่ปุ่น (45%) ตามลำดับ
ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่รายใหญ่กลับได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับท้ายๆ โดยรัสเซียได้อันดับที่ 48 (36.1%) อินเดีย อันดับที่ 49 (35.9%) และบราซิล อันดับที่ 50 (35.5%)
บลูมเบิร์ก อธิบายเหตุผลถึงการจัดให้ฮ่องกงอยู่ในลำดับที่ 1 ของการจัดอันดับครั้งนี้ว่า เป็นเพราะฮ่องกงมีนโยบายทางเศรษฐกิจตลาดที่เสรี และมีการเก็บภาษีจากผู้ประกอบการอยู่ในอัตราที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายประเทศ โดยปัจจุบันอยู่ที่ 16.5% ขณะที่สหรัฐเก็บที่ 35%
นอกจากนั้น ฮ่องกงยังขึ้นชื่อในเรื่องของการมีระบบกฎหมายภายในที่เข้มแข็ง และปราศจากภาพลักษณ์ด้านการทุจริตคอร์รัปชัน อีกทั้งที่ตั้งของฮ่องกงยังอยู่ในจุดที่ได้เปรียบประเทศอื่นๆ เนื่องจากสามารถเชื่อมต่อไปยังจีนที่มีตลาดขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวก
สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นแรงดึงดูดชั้นดีที่ทำให้นักธุรกิจชั้นนำทั่วโลกเข้ามาดำเนินธุรกิจและตั้งสำนักงานใหญ่ที่นี่ โดยเห็นได้จากการที่ฮ่องกงเป็นที่ตั้งของกิจการรายใหญ่ของโลกในหลายวงการ อาทิ ธนาคารเอสเอชบีซี บริษัท เจเนอรัล อิเล็กทริก เป็นต้น
“เมื่อครั้งที่บริษัท เจเนอรัล อิเล็กทริก กำลังมองหาที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ที่มีศักยภาพที่อยู่นอกดินแดนสหรัฐ ทางบริษัทได้เลือกฮ่องกง เนื่องจากฮ่องกงเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของตลาดเกิดใหม่ที่สำคัญ รวมถึงการมีคุณภาพชีวิตและโครงสร้างพื้นที่ที่แข็งแกร่ง อีกทั้งยังมีระบบคมนาคมและการขนส่งที่ดีเยี่ยม” ไมเคิล เอ. โจนส์ รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจและฝ่ายปฏิบัติการเติบโตของโลกของบริษัท เจเนอรัล อิเล็กทริก ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับบลูมเบิร์ก
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ที่บลูมเบิร์กนำมาประเมินเพื่อใช้ในการจัด 50 อันดับดังกล่าวนั้น ได้ถูกวัดจาก 6 หมวดหมู่ ซึ่งแต่ละหมวดหมู่จะมีการให้คะแนนของแต่ละหมวดเอง จากนั้นจะนำมาหารเพื่อเป็นค่าเฉลี่ยและจัดอันดับในที่สุด
สำหรับ 6 หมวดหมู่ที่ใช้เป็นฐานในการให้คะแนน ได้แก่ ต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจ ต้นทุนในการจ้างแรงงาน ต้นทุนในการเคลื่อนย้ายสินค้า ต้นทุนที่มองไม่เห็น อาทิ เงินเฟ้อและคอร์รัปชัน กำลังซื้อของผู้บริโภค และการบูรณาการทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ







